|
ล้านโน้ตพันทำนอง เรียงถ้อยร้อยคำ ขับขานลำนำเส้นทางสายไหม 马友友-丝绸之路
ก่อนอื่นคงต้องสารภาพตรง ๆ ว่า ตั้ง แต่เขียนบทความมา ไม่มีครั้งไหนที่ การค้นคว้าจะเต็มไปด้วยความสนุก สนานปนคื่นเต้นที่จะได้ค้นพบข้อมูล ใหม่เพิ่มขี้นเรื่อย ๆ มันเหมือนกับนัก ขุดทอง ที่ยิ่งขุดยิ่งเจอะเจอสายแร่ ทองคำ นี่ถ้าไม่ใช่ทางกอง บก.โทร มาทวงต้นฉบับ ผมอาจลืมไปเลย เผลอ ๆ อาจได้เขียนพ๊อตเก็ตบุ๊คเล่มหนาแทน
“เส้นทางสายไหม” 丝绸之路เกิด ขึ้นมาร่วมหลายพันปีแล้ว มันเป็นเส้น ทางการค้าที่มีโครงข่ายโยงใยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ แต่เราอาจเพิ่งมา คุ้นหูมากขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อน ตอนที่ทางสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นที่ถ่ายทำ สารคดีเกี่ยวกับการเดินทางตามแนวเส้นทางสายไหมในสมัยโบราณ ทำให้เรา ได้รู้จักความเป็นไปเป็นมาของเส้นทางสายไหมมากขึ้น ขณะเดียวกันส่งให้บุค คลคนหนึ่งที่นักฟังเพลงทั่วโลกรู้จักมากขึ้นคือ ชายหนุ่มมากด้วยความสุข Kitaro 喜多郎 (ที่เรียก”ชายหนุ่มมากด้วยความสุข”ผมแปลจากชื่อของเขา คำว่า”ki” 喜หมายถึง ความสุข “ta” 多 หมายถึง มาก “ro” 郎 หมายถึงชาย หนุ่ม ผู้ชายญี่ปุ่นมักลงท้ายด้วย”โร่”เหมือนชื่อ”สมชาย”ในบ้านเรา) นักดนตรี แนวนิวเอจผู้ซึ่งรับผิดชอบด้านเพลงประกอบภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้
เส้นทางสายไหมก่อกำเนิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล สมัยราชวงศ์ ฮั่น 汉(206 ปีก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ.220)ในรัชสมัยของฮั่นอู่ตี้ ในสมัยนั้นอา ณาจักรฮั่นถูกพวกชนเผ่าเร่ร่อน”ซงนู๋” รุกรานบ่อยครั้ง ฮั่นอู่ตี้จึงส่งขุนนางนาม
”จางเชียน” 张骞 ไปเจริญสัมพันธ์ กับแคว้นต่าง ๆ ทางตะวันตกเพื่อชัก ชวนให้เป็นพันธมิตรต่อต้านการรุก- รานของพวกซงนู๋ แต่ระหว่างเดินทาง นั้นจางเชียนถูกพวกซงนู๋จับตัวและถูก กักขังไว้เป็นเวลาร่วมสิบปี สุดท้าย จางเชียนหนีออกมาได้ แต่ก็ไม่ลืมภา ระกิจที่ได้รับมอบหมาย ได้มุ่งหน้าสู่ เอเชียกลาง แต่ขณะนั้นบรรดาแว่น แคว้นต่าง ๆ ล้วนพอใจกับสถานะที่ เป็นอยู่ ไม่มีใครยอมร่วมเป็นพันธมิตร จางเซียนขณะสำรวจเส้นทาง
ด้วย เท่ากับว่าจางเฉียนคว้าน้ำเหลวอย่างสิ้นเชิงในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่เขาก็สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส จางเชียนจดบันทึกข้อมูลทั้งหลาย ในตลอดเส้นทางเกี่ยวกับทางภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต การค้าการขายต่าง ๆ ถวายแด่ ฮั่นอู่ตี้ เพื่อแปลงสนามรบเป็นสนามการค้า หลังจากนั้น อาณาจักรฮั่นก็ส่งสิน ค้าไปค้าขายกับทางตะวันตก สินค้าที่ขึ้นชื่อคือผ้าไหม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของ พวกชาวเปอร์เซียและโรมัน แต่การค้าผ้าไหมในยุคของฮั่นอู่ตี้ก็ไม่ได้ทำกำไร อะไรมากมายนัก จนเมื่อพวกชาวโรมันเกิดพิสมัยผ้าไหมอย่างมาก(สังเกตรูป ปั้นผู้หญิงของโรมัน จะนุ่งผ้าไหมที่พลิ้วสลวย) ถึงกับนำเอาทองคำมาแลกกับ ผ้าไหมเลยทีเดียว ระหว่างราชวงศ์ถาง(ค.ศ. 617-907) การค้าบนเส้นทางสาย ไหมนี้ประกอบด้วยผ้าไหมถึง 30 เปอร์เซ็น
เส้นทางสายไหมโบราณเส้นนี้รุ่งเรืองถึงจุดสูงสุด ในกลางศตวรรษที่ 8 แห่งคริสตกาล เส้นทางนี้เปรียบ เสมือน ทางด่วนข้อมูลสารสนเทศ (Information Super Highway) ใน ยุคนั้นเลยทีเดียว การแลกเปลี่ยนข่าว สาร วัฒนธรรม รวมถึงเทคโนโลยี ต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีในการผลิตกระ ดาษ ดินระเบิด เข็มทิศ รวมถึงลูกคิด ซึ่งกลายเป็นต้นแบบ ของการผลิต เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีของจีนที่ถูกถ่ายทอด ไปสู่ตะวันตกในยุคนั้น ขณะเดียวกัน ศาสนาพุทธจากอินเดียก็อาศัยเส้นทาง สายไหมนี้เขาสู่เอเชีย ทั้งจีน เกาหลี พม่า ลาว เวียตนาม กัมพูชา และไทย
เช่นเดียวกันชาวเปอร์เซียที่นำเอาศา สนาอิสลามเข้ามา ตอนหลังเส้นทาง ทางบกถึงจุดเสื่อมสลาย เส้นทาง การค้าทางทะเลกลับเพิ่มมากขึ้นแทน ชาวเปอร์เซียซึ่งมาทางเรือก็นำเอาศา สนาอิสลาม สู่ประเทศต่าง ๆ ที่แวะ ผ่าน เช่น แหลมมาลายู อินโดนีเซีย และบางส่วนของฟิลิปินส์
คำว่า”เส้นทางสายไหม”หรือ“the Silk Road” เพิ่งถูกเรียกอย่างเป็นทางการ ในกลางศตวรรษที่ 19 โดยนัก- ปราชญ์ชาวเยอรมัน นาม Baron Ferdinand von Richthofen เป็นผู้- บัญญัติชื่อนี้ขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ ถึงแม้จะมีคนพยายามเรียกเป็นอย่าง อื่น อย่างเส้นทางหยก เส้นทางอัญ- มณี เส้นทางพุทธศาสนา เป็นต้น เส้น ทางนี้ เริ่มจากทางตะวันออกที่เมือง ฉางอัน หรือซีอันในปัจจุบันของประ- เทศจีนไปสิ้นสุดที่ยุโรป ณ เมืองคอน ภาพเขียนพระพุทธรูปโบราณในผนังถ้ำบนเส้นทางสายไหม
สแตนติโนเปิล (Constantinople)เส้นทางบนบกนั้น แนวเส้นทางหลัก ๆเฉพาะ ในประเทศจีนแยกเป็นสามเส้นทาง และจากเมืองหลักของแต่ละเส้นทางจะมี เส้นทางแยกย่อยออกไปเหมือนเครือข่ายใยแมงมุมซึ่งจะมีการแปลี่ยนแปลง ตามกาลเวลาหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง วัฒนธรรมในแต่ละยุค แต่เส้น ทางในประเทศจีนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเส้นทางทางเหนือจากซีอันสู่
ระเบียงเหอซี (Hexi Corridor) ก่อน แยกไปทางรัสเซีย อินเดีย และตะวัน ออกกลาง นักสำรวจและนักโบราณ คดีมักจะมาสำรวจเส้นทางนี้เป็นหลัก
บริเวณที่เรียกว่าระเบียงเหอซ
ี

|