Beih Nongx ไทย-จ้วงคือพี่น้องกัน (泰-壮兄弟一家亲)
Posted by admin on
November 28, 2009
หลังจากการประชุมทางวิชาการในวันแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายของนักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงอุปรากรจีนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน การประชุมในวันที่สองนั้น ผู้ที่บรรยายส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรทั้งนักวิชากรและผู้ที่อยู่ในแวดวงศิลปะการแสดงจากประเทศจีน นอกจากนักวิชาการชาวสิงคโปร์ที่เดินทางมาสมทบภายหลังอันเนื่องจากติดธุระมาไม่ทันในวันเปิด เช่น Dr. Chua Soo Pong ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสถาบันอุปรากรจีน (The Chinese Opera Institute) และเคยเป็นอาจารย์สอนด้าน Performance Art ในสถาบันที่ผมจบการศึกษามาระยะหนึ่งด้วย นอกจากผู้ที่มาบรรยายแล้ว ยังมีนักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมสังเกตการณ์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มนี้จะรวมถึงนักวิชาการจากชนกลุ่มน้อยต่างๆรวมอยู่ด้วย
หลังการประชุมทางวิชาการสิ้นสุดลง ผมได้รู้จักกับนักวิชาการชาวจ้วงที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยอยู่ที่ Guangxi Ethnic Culture and Arts Research Institute หรือสถาบันวิจัยวัฒนธรรมและศิลปะแห่งชนชาติ มณฑลกว่างซี ครั้งแรกที่พบเห็นนั้น ผมยังเข้าใจว่าเธอคงมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากดูจากผิวพรรณที่ค่อนข้างแตกต่างจาวชาวจีนทั่วไป และการสวมเสื้อผ้าที่เน้นสีเข้ม และผ้าพันคอที่ดูแล้วค่อนข้างมั่นใจว่าต้องเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยแน่ หลังจากที่ได้ทักทายพูดคุยกันแล้ว ถึงทราบว่า เธอคือ สวี เสี่ยวหมิง (Xu Xiaoming) เป็นคนชนชาติจ้วง แต่เดิมนั้น ผมไม่ค่อยจะมีความรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับชนชาติจ้วง ทราบแต่เพียงเป็นหนึ่งใน 56 ชนชาติของจีน และส่วนใหญ่จะอยู่ทางมณฑลกว่างซีจนตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษชนชาติจ้วง มณฑลกว่างซี
หลังจากที่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกันได้สักพัก รู้สึกถึงความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างประหลาด เนื่องจากแท้ที่จริงแล้ว ชนชาติจ้วงกับชนชาติไทยแท้จริงคือพี่น้องกัน เนื่องจากต่างมีรากเหง้ามาจากแหล่งเดียวกัน มีภาษาพูดที่คล้ายคลึงกัน แม้ว่าชนชาติจ้วงจะไม่มีภาษาเขียนของตัวเอง (แต่ได้ให้ชาวรัสเซียช่วงคิดค้นและสร้างภาษาจ้วงขึ้นมาด้วยอักษรโรมันเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน) แต่ในด้านภาษาพูดแล้ว มีคำจำนวนมากที่ออกเสียงและพูดคล้ายๆกับภาษาไทยยุคโบราณและยุคปัจจุบัน อย่างเช่นคำว่า “พี่น้อง” ในภาษาจ้วงออกเสียง “ปี่หนอง” หรือเขียนเป็น “beih nongx” นอกจากนั้น คำพื้นๆต่อไปนี้ออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาไทยมาก แม้สำเนียงจะเพี้ยนจากที่พวกเราพูดกันไปบ้าง เช่น “ฉัน-เธอ” ภาษาจ้วงคือ “กู-มึง” “ลูกๆหลานๆ” “ไปก่อน” “เรือน(หมายถึงบ้าน” “เรา” (เขียนเป็น rauz ชื่อนี้ได้กลายเป็นเว็บไซต์ของชุมชนชาวจ้วงในประเทศจีน สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ http://www.rauz.net.cn) เป็นต้น ความจริงแล้ว ภาษาจ้วงเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยที่มีการใช้มากที่สุด จากตัวเลขสำรวจในปี ค.ศ. 2000 จำนวนประชากรชนกลุ่มน้อยที่ใช้ภาษาจ้วงมีถึงประมาณ 20 ล้านคน ถ้าหากรวมถึงชนชาติอื่นๆที่มี “รากเหง้า” ของภาษาเดียวกัน ไล่ตั้งแต่ชนกลุ่มน้อยทางตอนใต้ของจีน ตอนเหนือของพม่า ประเทศลาว ประเทศไทย และตอนเหนือของประเทศเวียดนามแล้ว ก็ถือว่ารากฐานของภาษานี้มีจำนวนประชากรไม่น้อยทีเดียว
เหตุที่สวี เสี่ยวหมิงเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการอุปรากรจีนครั้งนี้ เนื่องจากเดิมทีเธอทำงานเกี่ยวข้องด้านศาสนาความเชื่อของชาวจ้วง ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวบ้านตั้งแต่เกิดจนตาย โดยทุกๆงานสำคัญจะต้องมีการแสดงการละเล่นพื้นบ้าน (จะเรียกงิ้ว หรือละคร หรืออะไรก็แล้วแต่) สำหรับชนชาติจ้วงนั้น ยังคงเชื่อและนับถือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เช่นการบูชากบ เพราะถือว่ากบเป็นสัตว์ทางธรรมชาติที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากมาย ส่วนการประชุมครั้งนี้ก็เพื่อรับฟังแนวคิดหรือแนวทางการปรับศิลปะการแสดงให้เข้ากับยุคสมัยโดยยังคงรักษาศิลปะดั้งเดิมไว้

งานหัตถกรรมชาวจ้วง (ภาพเอื้อเฟื้อโดยเหลียงฮั่นชาง)
ในวันสุดท้ายของการสัมมนาครั้งนี้ ผมได้รับมอบสิ่งของที่ผมถือว่าล้ำค่าสำหรับผมจากเสี่ยวหมิง ซึ่งประกอบด้วยแผ่นซีดีเพลงภาษาจ้วง ซึ่งเป็นเพลงสมัยใหม่ที่ร้องเป็นภาษาจ้วงแผ่นแรกของโลก แผ่นดีวีดีเพลงพื้นบ้านของชาวจ้วงและหนังสือภาษาจ้วงพื้นฐาน เพื่อให้เพราะกับแฟนๆ The Wave Magazine ผมจึงขอนำเอาเพลงชาวจ้วงมากล่าวเพิ่มเติมกัน โดยผลงานเพลงชุดนี้จะเป็นการร่วมกันทำงานของนักร้องและวงดนตรียอดนิยมชาวจ้วง ซึ่งมีทั้งนักร้องเพลงสมัยใหม่กับเพลงพื้นบ้าน ภายในชุดซีดีประกอบด้วยซ๊ดีสองแผ่น คือเป็นแผ่นเพลงแล้วและดนตรีแบ็กกิ้งแทรคที่อ่านเนื้อเพลงเป็นภาษาจ้วง ภายในกล่องแทรกหนังสือเล่มเล็กอันเป็นการแนะนำผลงาน นักร้องนักดนตรี และเนื้อเพลง ที่น่าภูมิใจคือ เขาได้จัดทำเป็นสามภาษา คือ ภาษาจ้วง ภาษาจีน และสุดท้ายคือภาษาไทย ก็ต้องนับถือในความพยายามของพวกเขาที่ได้ใส่ภาคภาษาไทยเข้ามาด้วย แม้ว่าด้านความพร้อมอาจไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ตาม สังเกตได้จากการตัดคำของประโยคน่าจะมาจากการใช้โปรแกรมที่ไม่ได้แปลงเป็นภาษาไทยโดยเฉพาะ หากแต่ใช้โปรแกรมภาษาจีนทำให้พิมพ์ภาษาไทยเข้าไปได้
ในทั้งหมด 15 เพลงที่บรรจุอยู่ในผลงานชุดนี้ จะมีทั้งวงนักร้องวัยรุ่นแนวร็อกอย่างวงหัวไว ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาวัยรุ่นชาวจ้วงที่มาขับร้องในบทเพลง “รู้บุญคุณปู่ล๊าวต่าว” อันเป็นบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อของชาวจ้วงที่ถือว่า ปู่ล๊าวต่าวคือบรรพบุรุษผู้สร้างฟ้าดินและสรรพสิ่งของชาวจ้วง ส่วนนักร้องที่ถือเป็นดาวเด่นคือ นักร้องสาวที่มีนามว่า หลิวลี่ซา (Liu Lisha) ด้วยเสียงร้องหวานๆใสๆในบทเพลง “เมื่อไหร่จะเจอกันที่ใต้ไม้แค้วอีก” (เขียนตามที่ให้ไว้ในอัลบั้ม ส่วนไม้แค้วคือต้นเมเบิลในภาษาจ้วง) โดยรวมแล้ว บทเพลงแต่ละเพลงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงพื้นบ้าน เพลงรักของหนุ่มสาวสมัยใหม่ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ การจีบกันของหนุ่มสาวก็จะอุปมาอุปไมยกับธรรมชาติ เช่น กับต้นงิ้ว (ต้นฝ้าย) ดอกไม้ ภูเขาสายน้ำ ท้องฟ้า สาเหตุเนื่องด้วยวิถีชีวิตของชาวจ้วงเกิดมาท่ามกลางธรรมชาติ ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ดังนั้น การถ่ายทอดออกมาทางบทเพลงจึงมีความงดงามในด้านการสื่อสาร เป็นความบริสุทธิ์ในอารมณ์ และความตรงไปตรงมาของภาษา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะภาษาจ้วงที่ไม่ถูกอิทธิพลของภาษาอื่นเข้ามาเจือปน จึงยังคงความเป็นภาษาจ้วงดังเดิมไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากภาษาไทยที่ได้รับอิทธิพลของภาษาบาลี สันสกฤต ตลอดจนภาษาของชนชาติอื่นๆ
ในแง่ของการผลิตผลงานเพลงชุดนี้นั้น ในส่วนของการออกแบบปก ส่วนตัวแล้วกลับชอบปกในมากกว่าปกนอก เนื่องจากดูมีความเป็นชนชาติจ้วงมากกว่าและสื่อความหมายได้ตรงและชัดเจนกว่า ส่วนในแง่ของดนตรีนั้น เนื่องจากจุดประสงค์เพื่อเป็นการรวบรวมบทเพลงภาษาจ้วง จึงไม่ได้จำกัดแนวดนตรี จึงเป็นการผสมผสานที่หลากหลาย ในแง่ของการบันทึกเสียงนั้น และการมิกซ์เสียงไม่ได้กล่าวไว้ในผลงาน แต่โดยรวมถือว่ามีคุณภาพดีในระดับคอมเมอร์เชียลครับ
สำหรับพวกเราชาวไทยคงมีโอกาสหาซื้อมาฟังได้ยาก แต่ถ้าหากมีโอกาสในผลงานชุดต่อไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างชนชาติจ้วง ชนชาติไตในจีน และชนชาติชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในประเทศแถบภูมิภาคนี้ที่มีรากเหง้าภาษาเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ผมอาจนำเอาแนวคิดนี้เสนอแก่ผู้ทำงานด้านนี้ในประเทศจีน ก็คงไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นมากไปกว่าความรู้สึกที่ว่า แท้จริงแล้ว ไทย-จ้วงคือพี่น้องกัน
ผมขอจบด้วยการยกเอาเนื้อเพลงท่อนหนึ่งในบทเพลงที่ชื่อว่า “Poenyuenz Binghfayz” (ในภาษาจ้วง) หรือในภาษาไทยว่า “ฝันเห็นเตาผิงไฟ” จะสังเกตว่า คำว่า ผิงไฟในภาษาจ้วงกับไทยออกเสียงเหมือนกัน จากเนื้อเพลงนี้ เราจะเห็นถึงความผูกพันกับธรรมชาติ และความบริสุทธิ์ตรงไปตรงมาของชาวจ้วงดังนี้
ฮ้ายอยู่เหนือฟ้า เป็นเพื่อนกับดวงดาว (ฮ้ายหมายถึงดวงจันทร์)
สองเรารักกันทั้งชาติ คิดถึงเธอ เธอรู้มั๊ยจ๊ะ
คิดถึงเธอจนดวงจันทร์ก็อายด้วย
คิดถึงเธอ ฉันตาลายหัวเมา (ภาษาจ้วงหมายถึงเวียนหัว)
ฝันเห็นเธอนั่งอยู่ข้างเตาผิงไฟ หันมองไปทางขอบฟ้าที่แสนไกล
เหมือนเห็นเธอเล่นซ่อนหากับดวงดาว
คิดว่า ไม่ว่าไกลแค่ไหนก็จะบินตามเธอไป
ฉันแก่งแดดตากนั้ย (แก่งแดดหมายถึงตากแดด นั้ย หมายถึงหิมะ)
ทุกๆคืนคิดถึงเธอ สาวดีกลั่งอันฮ้าย (สาวสวยเหมือนดวงจันทร์)
ปากตูขาท่าน้ำไหล (ปากดูหมายถึงหน้าประตู ขาท่าหมายถึงแม่น้ำ)
ฮ้ายส่องกลางท่า เธอหันหน้ากลับมายิ้มละไม (ท่าหมายถึงแม่น้ำ)
ฉันดีใจจริงๆ ดีใจจริงๆ ฉันคิดถึงเธอทุกคืนเหมือนคืนนี้
เป็นไงครับ บทเพลงที่โรแมนติกของชาวจ้วง แม้ว่าจะใช้คำที่ตรงไปตรงมา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความลึกซึ้งและความบริสุทธิ์ในสายสัมพันธ์รักตลอดจนความผูกพันที่ไม่อาจขาดจากธรรมชาติได้
เพลงของชาวจ้วงในงาน 大地飞歌2008
1. 父母恩情广 บุญคุณพ่อแม่ใหญ่หลวงนัก
2. 夜了天 ท้องฟ้ายามราตรี
Related posts:
- การสัมมนาการพัฒนาและเผยแพร่อุปรากรจีน (งิ้วปักกิ่ง) ระหว่างจีน – อาเซียน (中国-东盟京剧发展与传播研讨会) ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง Farewell to My Concubine (霸王别姬) และเรื่อง เหมยหลานฟาง (梅兰芳)ก็คงจะได้สัมผัสศิลปะการแสดงของจีนที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้คือ...
- หลิวซันเจี่ย(刘三姐) – ตำนานเทพแห่งเสียงเพลง ใครที่เคยไปเที่ยวกุ้ยหลิน เมืองแห่งขุนเขา สายน้ำอันวิจิตรดั่งจิตกรรมที่ฟ้าประทาน เชื่อว่าทุกคนที่ได้ไปสัมผัสมาแล้วต่างมีความรู้สึกประทับใจในความงามของมัน และสำหรับรายการท่องเที่ยวในยามค่ำคืนรายการหนึ่งที่วิจิตอลังการไม่แพ้กันคือ รายการเสียง แสง ที่มีฉากหลังเป็นขุนเขาและสายน้ำของแม่น้ำหลีเจียงประกอบกับนักแสดงนับร้อยที่ประกอบด้วยเสียงและแสง ในรายการที่เรียกว่า...
- “จ้วง”กว่างซี ต้นกำเนิดตระกูลภาษาไทย? (广西“壮” – 泰语的发源地?) “ทำไมต้องใส่ใจศึกษาชนชาติจ้วง?” เป็นคำถาม คุณทองแถม นาถจำนง นักกวีไทย-จีน/แปล ผู้ศึกษาชนชาติจ้วง เปิดประเด็นต่อนักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในหัวข้อ...







































3 Responses to “Beih Nongx ไทย-จ้วงคือพี่น้องกัน (泰-壮兄弟一家亲)”
ดูเหมือนชาวเขาแถวบ้านเรามากกว่านะครับ คล้านไทยจิงอ่ะ ถ้าแถวเชียงรุ้ง ไทยใหญ่ หรือสิบสองปันนาก็ว่าไปอย่าง
By วุดดี้ on Dec 2, 2009
ประเด็นที่ผมนำมากล่าวคงไม่ได้หมายถึงประเพณีวัฒนธรรมครับ เพราะสามไทยที่กล่าวมานั้น เป็นการแตกสายพัฒนามาทีหลัง แต่ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคืน ชาติพันธุ์และรากเหง้าดั้งเดิมของชนเผ่าไท (ไม่ว่าจะเป็นไทยกลุ่มไหนหรือประเทศไหนหรือเรียกชื่ออะไรก็ตาม) และประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปในอดีตมากกว่า คือผมมองที่ต้นทางที่มาก โดยไม่เน้นปลายทางอย่างที่เราเห็นครับ
By admin on Dec 2, 2009
ผมก็ศึกษาเรื่องของชาวจ้วงเหมือนกันครับ แต่ผมว่าชาวจ้วงน่าจะเป็นบรรพบุรุษของคนลาวและก็คนอีสานมากกว่านะ เท่าที่ดูจากวัฒนธรรม สภาพสังคม ประเพณีและลักษณะภายนอกแล้วคล้ายกันมากกว่า
ส่วนบรรพบุรุษคนไทยน่าจะอยู่ที่เชียงตุงมากกว่า หรือไม่ก็อยู่ที่ชาวไตใน
ยูนนานโน้นแหละ
By สมาพันธ์ on Dec 7, 2009