รถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car) BYD ผงาดแซงญี่ปุ่น

รถพลังงานไฟฟ้า BYD e6ในช่วงสิ้นปีของแต่ละปีจะเป็นมหกรรม Motor Expo ของบ้านเราซึ่งจะเป็นเวทีประชันเทคโนโลยีใหม่ของหลายๆค่ายรถยนต์ โดยจะขนเอารถต้นแบบหรือ Concept Car มาโชว์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทางประเทศมาเลเซียก็มีการจัดงานมหกรรมยานยนต์นานาชาติที่กัวลาลัมเปอร์เช่นกัน โดยในงานนี้ได้นำเอารถต้นแบบของรถยนต์แห่งชาติมาเลเซีย คือ Proton ซี่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Car) เท่าที่ทราบมาคร่าวๆนั้น เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะวิ่งได้ระยะทาง 160 กม. และใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงในการชาร์จแบตฯจนเต็ม


ช่วงที่เริ่มงาน Motor Expo นั้น ผมมีธุระต้องเดินทางไปจีนพอดี และต้องอยู่ในเซินเจิ้นหนึ่งวัน ในระหว่างที่เดินทางในเมืองนั้น ส่วนใหญ่ต้องอาศัยแท็กซี่และบางเอิญเจอแท็กซีสีขาว-แดงที่ฝากระโปรงท้ายมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ว่า “Zero

รถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้า BYD e6 ในเซินเจิ้น

Emission” หรือ “ไร้ไอเสีย” เมื่อขึ้นไปนั่งก็ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากรถใช้น้ำมันหรือแก๊ส แอร์ในรถก็เย็นฉ่ำเหมือนปรกติ เมื่อถามคนขับก็ได้ความว่า รถค้นนี้เป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน เมื่อชาร์จเต็มหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ประมาณ 200 กม. โดยใช้เวลาชาร์จประมาณครึ่งชั่วโมง (18 นาทีจะได้พลังงานประมาณ 80%) ครั้งแรกที่ได้ยินบอกตามตรงว่า ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เพราะเท่าที่ทราบว่ารถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car) ยังไม่มียี่ห้อไหนในโลกที่วางตลาดใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นค่ายฝรั่งหรือญี่ปุ่น ล้วนแต่ยังเป็นรถบนพิมพ์เขียวทั้งนั้น และที่สำคัญพลังงานแบตเตอรี่นั้น ส่วนใหญ่จะวิ่งได้จริงไม่กี่สิบกิโลเมตร หรือเต็มที่ก็ไม่เกิน 100 กม. แต่นี่…มันรถแท็กซี่นะ ซึ่งจะต้องวิ่งต่อเนื่องหนักหน่วงกว่ารถส่วนตัวอย่างแน่นอน คิดว่ายังไงก็ไม่ใช่รถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car) แต่น่าจะเป็นรถไฮบริดอย่างที่บ้านเรากำลังโหมกันอยู่มากกว่า

เหตุที่คิดเช่นนี้ เพราะดูจากแผนการผลิตของผู้ผลิตค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกอย่างนิสสันจากญี่ปุ่น แผนการเร็วที่สุดใน

Nissan Leaf Electric Car

การวางจำหน่ายรถ Nissan LEAF ซึ่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car) แท้ๆก็เดือนธันวาคมนี้ แต่จะจำหน่ายในปริมาณจำกัดเฉพาะในอเมริกาโดยให้สั่งจองล่วงหน้าออนไลน์เท่านั้น ส่วนการทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบทั่วโลกก็โน่น…ปี 2012 หรืออีกสองปีข้างหน้า รถ Nissan LEAF เป็นเก๋งขนาดเล็ก Hatch Back 5 ประตู ตามสเปคนั้นสามารถวิ่งได้ 160 กม.ต่อการชาร์จแบตฯหนึ่งครั้ง (ใช้เวลาชาร์จแบต 30 นาที ที่ปริมาณ 80%) แต่จากการทดสอบวิ่งบนถนนไฮเวย์จริงได้ประมาณ 100-110 กม. ที่ความเร็วไม่เกิน 89 กม./ชม.แต่ถ้าขับในเมืองที่สภาพถนนคับคั่ง วิ่งๆหยุด ถ้าวิ่งที่ความเร็ว 10 กม./ชม. ก็จะวิ่งได้ระยะทางไม่เกิน 76 กม.  ซึ่งดูจากลักษณะการใช้งานของ Nissan LEAF นี้แล้ว การนำมาใช้ขนส่งผู้โดยสารในเมือง ซึ่งบางครั้งนั่งถึง 5-6 คน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เช่นเดียวกับรถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car) จากค่ายฝรั่งอย่าง Renault Fluence Z.E. ที่กำหนดวางตลาดปี 2011 ก็มีระยะทางการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน

รถแท็กซี่ที่วิ่งอยู่บนถนนในเซินเจิ้นแท้จริงคือรถ BYD (Build Your Dream) อันเป็นรถของจีนเอง บริษัทแห่งนี้เดิมทีประกอบธุรกิจการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น มือถือ กล้องดิจิตอล เป็นต้น เริ่มก่อตั้งในปี 1995 และเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2003 หลังจากที่ได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปี 2002 ตอนหลังทางบริษัทได้คิดค้นแบตเตอรี่ Super-iron battery ซึ่งมีคุณสมบัติคือ ขนาดเล็ก น้ำนักเบา มีความจุพลังงานสูง (3-10 เท่าของแบตเตอรี่ทั่วไป) อายุการใช้งานยาวนาน (ประมาณ 10 ปี) และที่สำคัญไม่เป็นมลพิษเหมือนกับแบตเตอรี่ที่วางจำหน่ายทั่วไป ในปี 2003 บริษัท Global Sources Ltd.ได้เผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใหม่นี้สู่ทั่วโลกจนเป็นที่รู้จักและได้รับการติดต่อจากผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าจากทั่วโลกอย่างล้นหลาม ในปี 2007 ได้นำเอาบริษัท BYD Electronics เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงอีกแห่ง จนเป็นที่จับตามองอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก ในปี 2008 กูรูหุ้น หรือหากเรียกตามศัพท์วัยรุ่นก็คือ “นักเล่นหุ้นชั้นเทพ” อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ได้เข้าซื้อหุ้นของ BYD Electronics 10% ในมูลค่าประมาณ 230 ล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นการบ่งบอกถึงความมั่นใจของนักลงทุนระดับโลกที่มีต่ออนาคตของบริษัทแห่งนี้

สำหรับข่าวคราวเรื่องนี้ ผมได้ยินจากเพื่อนชาวต่างชาติเมื่อประมาณสองปีก่อน ส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ BYD นั้น ก็ทราบคร่าวๆว่า กำหนดวางตลาดประมาณปี 2015 ซึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักและก็ลืมไปเสียสนิท จนมาเจอกับรถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าตัวจริงนี่แหละ ถึงทำให้ผมต้องค้นหาข้อมูลย้อนหลัง ถึงรู้ว่าตัวเองได้ตกข่าวไปนานพอสมควร

ในด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ของ BYD ที่เริ่มผลิตรถจำหน่ายในปี 2003 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะเพิ่งฉลอง

Warren Buffett กับข่าว BYD บนปกนิตยสาร Fortune

ยอดขายรถคันที่ 1 ล้านเมื่อเดือนกันยายน 2010 ที่ผ่านมา การที่สามารถจำหน่ายได้ถึง 1 ล้านคันภายในช่วงเวลาเพียง 7 ปีต้องถือว่าไม่ธรรมดา สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล็อตแรกจำนวน 30 คันขายให้กับบริษัทแท็กซี่ให้เช่าคือบริษัท แท็กซี่ให้เช่าเซินเจิ้นเผิงเฉิง (深圳鹏程出租车公司)เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2010 โดยเป็น BYD รุ่น e6 สเปคคร่าวๆของรถรุ่นนี้คือ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ล้วน สามารถวิ่งได้ที่ความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม. การชาร์จแบตเตอรี่จะใช้เวลา 18 นาทีที่ปริมาณ 80% เมื่อชาร์จเต็มสามารถวิ่งได้ 300 กม. (ในสภาพทดสอบ) แต่จากสภาพใช้งานจริงในเมืองที่ได้จากการยืนยันของคนขับแท็กซี่คือ 200 กม.ซึ่งสภาพการจราจรในเซินเจิ้นไม่ได้แตกต่างจากกรุงเทพฯเราเท่าไรนัก ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่รถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าล็อตนี้วิ่งบนถนนได้ 4 เดือนก็วิ่งไปแล้วระยะทางรวมทั้งสิ้น 6 แสนกิโลเมตร ซึ่งก็คงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับ BYD ได้ไม่น้อย เนื่องจากรถล็อตนี้ทุกอย่างเกิดจากการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แท้จริง และหลังจากนั้น คงนำข้อมูลมาประเมินเพื่อพัฒนารถรุ่นที่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปในอนาคต

ผมชอบมองคนอื่นแล้วมาย้อนดูตัวเองเสมอ เห็นอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนแล้ว ผมไม่รู้ว่าบ้านเราที่เคยภาคภูมิใจกับการพยายามสร้างเมืองไทยให้เป็นดีทรอยด์ตะวันออก แต่หลังจากที่เจอพิษเศรษฐกิจแล้ว เราก็ลืมๆคำนี้จนแทบไม่ได้ยินแล้ว แต่หากย้อนหลังไปหลายทศวรรษก่อน ในยุคที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในยุคฟองสบู่กำลังพองโต เราเคยภาคภูมิใจกับการ(รับจ้าง)ผลิตรถมิตซูบิชิและสามารถส่งออกไปจำหน่ายในแคนาดาได้ และเราก็สะใจที่ถากถางผู้นำมาเลเซียในยุคนั้นที่พยายามผลักดันรถโปรตอนของตนเองให้เป็นรถยนต์แห่งชาติ ซึ่งในตอนนี้ก็คือมิตซูบิชิภายใต้ยี่ห้องโปรตอน ซากา (ตอนหลังตัดคำว่าซากาออก) ว่าของเราสิแน่กว่า สามารถส่งออกจำหน่ายต่างประเทศได้ แต่คล้อยหลังไปไม่กี่ปี โปรตอนส่งมาขายและวิ่งบนถนนในเมืองไทย เลยไม่แน่ใจว่า คนที่เคยถากถางเขาในอดีต ปัจจุบันจะรู้สึกอย่างไร เช่นเดียวกับกรณีของรถยนต์จากจีน ที่ทุกวันนี้พวกเรามักจะดูแคลนว่าเป็น “ของห่วย” หากดูจาก BYD e6 แล้ว หากมองประเด็นของเทคโนโลยี โดยเฉพาะพลังงานแบตเตอรี่แล้ว ต้องถือว่าเขาก้าวล้ำหน้าฝรั่งและญี่ปุ่นไปแล้ว แม้ว่าในด้านคุณภาพอาจยังตามหลังเขาอยู่ก็ตาม แต่มันก็เป็นก้าวที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทุกค่ายต่างต้องผ่านมาก้าวนี้ไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าจะเป็น Toyopet, Datsun จากญี่ปุ่นในอดีต หรือ Hyundai จากเกาหลีเมื่อสิบกว่าปีก่อน ล้วนแต่อยู่ในก้าว “ของห่วย” ไม่ใช่เหรอ ส่วนพี่ไทยเรานั้น เรายังคงมีความสุขกับการซื้อและซื้อของคนอื่นมาใช้ และเราก็ภาคภูมิใจที่เราได้“ซื้อ”รถที่มีสมรรถนะเยี่ยม เราดูแคลนรถจีน แต่ฝรั่งอย่างบัฟเฟตต์กลับมองต่าง และค่ายรถจีนก็เข้าเทคโอเวอร์ค่ายรถชั้นนำจากฝรั่งอย่าง GM, Volvo เป็นต้นมาภายใต้สังกัดของตัวเอง และเมื่อต้นปีนี้ ทาง Daimler ผู้ผลิตรถหรูของโลกก็ได้เจรจากับ BYD ถึงความร่วมมือในการผลิตรถซีดาน 4 ประตูที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน เห็นเช่นนี้แล้ว สุดท้ายคงต้องมาย้อนถามตัวเองว่า ที่เรามองว่าของเขา “ห่วย” เป็นเพราะของเขาห่วยจริงหรือว่าสายตาเราห่วย…

2 thoughts on “รถพลังงานไฟฟ้า (Electric Car) BYD ผงาดแซงญี่ปุ่น

  • May 12, 2011 at 10:14 pm
    Permalink

    อะไรก็ได้ที่เป็นพาหนะที่ใช้พลังงานทางเลือก เป็นมุมมองที่ดี ใครยังมองไม่ออก คงต้องหยุดใช้ชีวิตปกติสักระยะหนึ่งแล้วมองรอบๆข้างอย่างไม่ใช้อคติ หรือความคิดตัวเอง มองมุมกว้างๆ แล้วถามว่าเราจะอยู่แบบนี้ต่อไป หรือเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเสียที แม้ว่าหลายคนอาจบอกว่ามันสายเกินไปที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันนี้ แต่คนที่เปลี่ยนจะไมรู้สึกว่ามันสายหรอก.. คนที่ไม่ได้เปลี่ยนและมองแบบเดิมๆต่างหาก ที่สายเกินไป.. ชอบเนื้อหาในบล็อกนี้ แต่จะชอบกว่านี้อีกถ้ามีคนสนใจมากๆ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ

  • June 26, 2012 at 12:47 am
    Permalink

    เพิ่งเริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์ ขออภัย และเสียดายชีวิตที่อายุมากแล้ว…เพิ่งจะเริ่มรู้จักเทคโนโลยีใหม่ๆ..แต่คงไม่สายเกินไปที่จะแสดงความขอบคุณต่อข้อมูลต่างๆที่พวกคุณนำเสนอในเว็บนี้ ขอบคุณจริงๆ

Comments are closed.