Archive for the ‘เกร็ดประวัติศาสตร์/华人历史’ Category

หอมแผ่นดินเกิด (祖国的香味)

ทหารเก่าก๊กมิ่งตั๋งโดยปรกติ ผมเองไม่มีโอกาสที่จะได้จากบ้านนานๆ ในชีวิตนี้อย่างมากก็แค่เดือนเดียว ส่วนคนที่ต้องจากบ้าน โดยเฉพาะแผ่นดินเกิดของตัวเองจะมีความรู้สึกอย่างไรนั้น ผมคงเข้าไม่ถึงความรู้สึก ยิ่งถ้าเป็นคนที่รู้แน่นอนว่า ชาตินี้อย่างไรเสียก็ไม่มีวันได้กลับบ้านเกิดแน่นอน จะยิ่งมีความรู้สึกเช่นไร เรื่องนี้น่าสนใจยิ่ง

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยประธานเหมาเจ๋อตงมีชัยเหนือพรรคกั๋วหมินด่างหรือก๊กมิ่งตั๋งของเจียงไคเชคนั้น เจียงรู้ถึงชะตากรรมของตัวเองหลังจากที่ฝ่ายกองทัพแดงได้ยึดดินแดนทางเหนืออย่างเบ็ดเสร็จ คงเหลือฐานที่มั่นทางใต้ที่ฝ่ายก๊กมิ่งตั๋งยังคงพยายามตั้งรับ ซึ่งก็ต้านทานได้ไม่นาน (ประเทศจีนประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม

Read the rest of this entry »

ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณหรือหัวหน้ากลุ่มการเมือง (达赖 – 精神还是政治领袖?)

ทะไล ลามะสำหรับดินแดนแห่งทิเบตนั้น คนไทยเรามีความรู้ในเชิงลึกน้อยมาก โดยเมื่อเราเอ่ยถึงทิเบต เรามักจะคิดถึงการเป็นดินแดนแห่งหลังคาโลก หรือในแง่ของศาสนาเรารู้สึกในแง่มุมของดินแดนที่นับถือพุทธศาสนา นิกายวัชรยาน หรือองค์ลามะ หรือคนที่เชื่อโชคลางก็อาจรู้จักหินสีทิเบตที่เกิดเป็นกระแสเมื่อไม่กี่ปีนี้

นอกจากแง่มุมดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่เรารับรู้มามักจะเป็นข่าวสารจากฟากฝั่งตะวันตก ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวสารในด้านกระเมือง คือปัญหาของชาวทิเบตในการเรียกร้องเอกราช และปัญหาสังคม (ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ตะวันตกมักจะนำมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลจีน) ซึ่งสิ่งที่มาพร้อมกับข่าวสารจากตะวันตกเหล่านี้ คือภาพของทะไล ลามะ ที่ผู้คนนับถือกันว่าเป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณของชาวทิเบต และความเคลื่อนไหวของทะไล ลามะทุกครั้งจะต้องก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ โดยพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลจีนเป็นสำคัญ ดังเช่นเมื่อปลายปีที่แล้วการไปเยือนเขตภัยพิบัติในเกาะไต้หวัน หรือเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานี้ ทะไล ลามะเดินทางไปพบประธานาธิบดีโอบามา ของประเทศสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะปฏิเสธว่า ไม่ได้ไปในฐานะผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นทิเบต แต่ไปในฐานะผู้นำศาสนาก็ตาม แต่เป้าหมายลึกๆคือ เป้าหมายด้านการเมือง เป็นการแสดงในเชิงสัญลักษณ์เพื่อยั่วยุรัฐบาลจีนว่า อย่างน้อยเขาก็สามารถเข้าพบและได้รับการต้อนรับจากผู้นำประเทศมหาอำนาจและประเทศอื่นๆในโลกได้

Read the rest of this entry »

ประเทศจีนไม่มีชาวฮั่นสายเลือดบริสุทธิ์เหลือแล้ว (中国已没纯种汉人)

ที่ราบตงง้วนยุคชุนฉิว

ชนชาติฮั่น ถือเป็นชนชาติที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยเที่ยบเท่ากับร้อยละ 19 ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมด ตามตัวเลขประมาณการนั้น ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน ชาวฮั่นมีสัดส่วนประชากรถึงกว่าร้อยละ 95 ของประชากร แต่ว่า คุณทราบหรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้วประเทศจีนไม่มีประชากรชาวฮั่น “สายเลือดบริสุทธิ์” หลงเหลืออยู่แล้ว

ทั้งนี้เป็นการแถลงของเซี่ยเสี่ยวตง (谢小东)รองคณะบดีคณ่ะชีวิวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยหลานโจว (兰州大学)โดยเขากล่าวว่า ความจริงประเทศจีนไม่มีชาวฮั่นสายเลือดบริสุทธิ์เหลืออยู่แล้ว แม้กระทั่วแนวคิดของชาวฮั่นก็ไม่หลงเหลือแล้ว จากการตรวจสอบ DNA ทั้งหมดนี้เป็นผลรายการการวิจัยการเปลี่ยนแปลงด้าน DNA ของชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเมื่อเร็วๆนี้
เซี่ยเสี่ยวตง (谢小东)กล่าวว่า โดยทั่วไปถือว่าชาวฮั่นคือชาวตงง้วน หรือชาวจีนที่อาศัยอยู่ตรงที่ราบภาคกลาง (中原)โดยไม่ได้แบ่งแยกตามสายเลือด ในประวัติสาสตร์จีนนั้น ขอบเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของที่

Read the rest of this entry »

“จ้วง”กว่างซี ต้นกำเนิดตระกูลภาษาไทย? (广西“壮” – 泰语的发源地?)

“ทำไมต้องใส่ใจศึกษาชนชาติจ้วง?”

เป็นคำถาม  คุณทองแถม นาถจำนง นักกวีไทย-จีน/แปล ผู้ศึกษาชนชาติจ้วง เปิดประเด็นต่อนักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในหัวข้อ “จ้วง ไทศึกษา พี่-น้องข้ามแผ่นดิน” แล้วชนชาติจ้วงเกี่ยวข้องอะไรกับคนไทย พลิกไปคำถามหาคำตอบ

ทองแถม  กล่าวว่า “เราก็ต้องถามกลับว่า ท่านสนใจรากเหง้าของคนไทยหรือเปล่าล่ะ? สนใจประ วัติชนชาติไทยหรือเปล่าล่ะ? ถ้าสนใจก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องชนชาติจ้วง จะหาต้นกำเนิดของชาติไทยได้ที่ไหน? อัสสัม ยูนนาน ไม่ใช่คำตอบ แต่คำตอบอยู่ที่ กวางสี ต่างหากล่ะ”

Read the rest of this entry »

สุสานโจโฉ การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ (曹操陵墓)

ทางลงสุสานโจโฉ

ทางลงสู่ด้านในสุสานโจโฉ

โจโฉ หรือฉาวชาว (曹操)หนึ่งในตัวละครสำคัญในพงศาวดารเรื่องสามก๊กอันลือลั่น และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวไทย ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพ นักการปกครอง นักการทหาร และกวีผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน (มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 155 – 220) หลายคนอาจมองโจโฉด้วยมุมมองในฐานะผู้นำที่โหดเหี้ยม เจ้าเล่ห์ แต่เขาก็เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้นำที่มากด้วยความสามารถ เฉลียวฉลาด ใช้คนเป็นและผูกใจคนเก่ง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2552 สถาบันวิจัยโบราณคดีแห่งมณฑลเหอหนาน (河南省文物考古研究所) ได้แถลงถึงการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ครึ่งยิ่งใหญ่ นั่นคือ การค้นพบสุสานของโจโฉที่หมู่บ้านซีกาวเสวีย์ (西高穴) ตำบลอานเฟิง (安丰) อำเภออานหยาง (安阳) มณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นสุสานที่นักโบราณคดีระบุว่าเป็นสุสานของโจโฉ เนื่องจากบริเวณสุสานมีการค้นพบป้ายหินเกาะสลักไว้ว่า “เว่ยอู่หวัง 魏武王” หรือเว่ยอู่อ๋อง อันเป็นพระนามของโจโฉ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเป็นสุสานที่ถูกโจรกรรมวัตถุโบราณเป็นประจำ จนถึงดือนธันวาคม 2008 จึงได้รับอนุมัติ่จากคณะกรรมการมรดกแห่งชาติให้สถาบันวิจัยโบราณคดีแห่งมณฑลเหอหนานทำการพิทักษ์และขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดี จนค้นพบหลุมฝังศพขนาดใหญ่ดังกล่าว
Read the rest of this entry »

รากเหง้าลูกมังกร – ถิ่นกำเนิดตระกูลแซ่สำคัญ (中华姓氏发源地)

แซ่คนจีนแม้ว่าคนจีนจะมีสกุลแซ่ของตนเองมาหลายพันปีแล้วก็ตาม และด้วยจำนวนของประชากรอันมหาศาล คนที่ใช้แซ่เดียวกันในแต่ละถิ่นจึงมีซ้ำกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนิยายปรัมปรา แม้ว่าจะมีหลากหลายเวอร์ชั่น หลากหลายแนวคิด แต่มีข้อสรุปตรงกันขึ้น คนจีนทั้งหลายมีรากเหง้ามาจากจุดเดียวกัน ดังนั้น หากว่ากันตามแนวคิดนี้ จึงพอสรุปได้ว่า คนจีนในทุกวันนี้ ก็คือพี่สองที่มีต้นตระกูลเดียวกันนั้นเอง

Read the rest of this entry »

วันชาติจีน-พิธีสวนสนามฉลองก่อตั้งประเทศครบ 60 ปีสุดอลังการ (国庆60周年大阅兵)

วันชาติจีนครบรอบ 60 ปีวันที่ 1 ตุลาคม 1949 หรือเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ประธานเหมาเจ๋อตงได้กล่าวกับประชาชนชาวจีนที่จตุรัสเทียนอันเหมิน 天安门 ณ จุดเดียวกับที่ประธานหูจิ่นทาว 胡锦涛 ที่ยืนอยู่วันนี้ โดยท่านประธานเหมาได้ประกาศว่า “中华人民共和国中央人民政府今天成立了!” (วันนี้รัฐบาลประชาชนกลางแห่งประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีนได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว) เสียงนั้นยังกึกก้องอยู่ในโศตประสาทของชาวจีนทุกคนตราบจนทุกวันนี้

60 ปีผ่านมา ประเทศจีนจากประเทศที่อดอยากข้นแค้นเป็นประเทศประชาชนโดยส่วนใหญ่กินอิ่มอยู่สุข จากประเทศที่ยากจนจนกลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ของอเมริกา จากประเทศที่ล้าหลังที่แม้แต่ผลิตเข็มสักเล่มก็ไม่เป็นกลายเป็นประเทศที่มีวิทยาการก้าวหน้าทัดเทียมประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว….

Read the rest of this entry »

ชาวจีนและอั้งยี่ภูเก็ต (普吉华人与红字派)

ta2ภูเก็ตเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์จนได้รับการขนานนามว่า เกาะเงิน เกาะทอง และเป็นที่หมายตาของพวกฝรั่งนักล่าอาณานิคมทั้งหลายที่พร้อมจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ทั้งใต้แผ่นดินและผืนน้ำแห่งนี้
สำหรับชาวจีนนั้นได้อพยพเข้ามาอยู่ภูเก็ตตั้งแต่ยังเป็นเกาะที่รกร้างว่างเปล่า เพื่อเข้ามาแผ้วถางทำกิน ราวรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ภูเก็ตก็เริ่มมีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยแล้ว ในปี พ.ศ. 2367 มีชาวจีนฮกเกี้ยนจำนวนมากได้อพยพมาตั้งรกรากบริเวณบ้านกระทู้เพื่อทำเหมืองแร่ และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปลายรัชกาลที่ 3 ซึ่งชาวจีนที่อพยพมาอยู่นั้นมีทั้งคนงานเหมืองแร่ ชาวสวนเกษตร แรงงานฝีมือตลอดจนพ่อค้า เป็นต้น ทำให้จำนวนคนจีนในบริเวณนี้มีมากกว่าคนพื้นเมืองในขณะนั้นเสียอีก นอกจากคนจีนฮกเกี้ยนแล้ว ยังมีคนจีนแต้จิ๋ว คนจีนแคะและคนจีนไหเหลำ จนถึงปี พ.ศ. 2398 ก่อนที่จะเกิดสนธิสัญญาบราวริ่ง ภูเก็ตคือเมืองที่สามารถเพิ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องเพิ่งพาการสนับสนุนจากส่วนกลาง

Read the rest of this entry »

ดร.ซุนยัดเซ็นกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติในสยาม (孙中山在暹罗之革命活动)

孙中山

孙中山

ดร.ซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน (孙中山)ตามสำเนียงภาษาจีนกลาง (ต่อไปนี้จะขออนุญาตเรียกดร.ซุนจงซันแทนซุนยัดเซ็นที่คนไทยคุ้นเคย โดยคำว่ายัดเซ็น หรือมาจากภาษาจีนว่า ยี่เซียน逸仙) ในช่วงที่ท่านก่อการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงนั้น ท่านต้องหนีออกนอกประเทศเป็นระยะเวลาหลายปี และในระหว่างนั้น ท่านก็ได้เดินทางไปประเทศต่างๆที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่ เพื่อเผยแพร่เจตนารมณ์แห่งการปฏิวัติ ในบรรดาประเทศทั้งหลายที่ท่านเดินทางเคลื่อนไหวการปฏิวัตินั้น หนึ่งในประเทศเหล่านั้น คือประเทศสยาม ซึ่งท่านได้มาเคลื่อนไหวในหมู่ชุมชนชาวจีนในบางกอกย่านเยาวราชเป็นเวลาสิบกว่าวัน
เนื่องจากไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และคนรุ่นเก่าๆก็ล้มหายตายจาก จึงทำให้วันเวลาที่เดินทางมาประเทศสยามมีการกล่าวกันหลายช่วงหลายเวลาที่ไม่ตรงกัน ซึ่งกล่าวกันว่า อยู่ในปีค.ศ. 1903 หรือ 1905 หรือ 1907 ปีใดปีหนึ่ง แต่จากหลักฐานข้อมูลในต่างประเทศนั้น ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่า ดร.ซุนจงซันมาประเทศสยามในวันที่ 20 เดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1908 โดยท่านเดินทางพร้อมกับสหายอีกหลายคน โดยเดินทางมาจากสิงคโปร์

Read the rest of this entry »

สมาคมอั้งยี่ (洪门)- สมาคมลับอิทธิพลมืด?

ดร.ซุนกับสมาชิกสมาคมอั้งยี่ (หงเหมิน)คำว่าอั้งยี่สำหรับคนไทยนั้น ถือเป็นคำที่น่ากลัว น่าเกลียดน่าชัง เพราะว่าหากใครโดนข้อหา “มีการกระทำอันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร” (จะสังเกตว่า บ้านเรามักจะนำคำว่าอั้งยี่รวมกับซ่องโจร) ถือเป็นโทษร้ายแรงที่อาจถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว ทำไมคำว่าอั้งยี่จึงดูเลวร้ายและร้ายแรงถึงเพียงนั้น ผมเคยสงสัยและพยายามค้นหาคำตอบก็ไม่สามารถหาคำตอบที่กระจ่างชัดเจนได้ ได้แต่เดาว่า อั้งยี่นั้น อั้ง น่าจะมาจากภาษาแต่จิ๋วคำว่า “อั่ง” หรือ “แดง” แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า สมาคมลับที่ว่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะข้อมูลฝ่ายไทยที่สามารถสืบค้นมาได้ ก็เป็นเพียงข้อมูลที่เป็น “ผล” แล้ว และมักจะกล่าวเพียงว่า เป็นสมาคมลับของชาวจีนที่เดิมมีวัตถุประสงค์เดิมเพื่อช่วยเหลือชาวจีนด้วยกัน แต่ตอนหลังไร้กฎระเบียบ มีการยกพวกฆ่ากันเอง มีการค้าของเถื่อน……

Read the rest of this entry »

SEO Powered by Platinum SEO from Techblissonline Copy Protected by Tech Tips's CopyProtect Wordpress Blogs.