คนจีนในแผ่นดินสยาม (泰国华人家族)
Posted by admin on
September 6, 2010
แม้ว่าคนจีนจะมีการอพยพเข้ามาแผ่นดินไทยมาช้านาน จากหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนสามารถย้อนหลังไปถึงยุคสุโขทัย แต่การอพยพของคนจีนเริ่มมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในปลายยุคกรุงศรีอยุธยาถึงต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และคนจีนที่เข้ามาในยุคนี้ส่วนใหญ่จะมาจากมณฑลฝูเจี้ยน (福建)หรือฮกเกี้ยน การอพยพเข้ามาในแผ่นดินไทยยุคนี้จะแตกต่างจากยุคต้นรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ คนจีนในยุคกรุงศรีอยธยาส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อทำการค้าที่มาพร้อมเรือสำเภา ไม่ได้มาเพราะหนีความยากจน ความอดอยากเหมือนในยุครัตนโกสินทร์ แต่คนจีนกลุ่มนี้จำนวนมาเป็นผู้ที่มีทั้งทรัพย์สินและความรู้ จึงมีอยู่ไม่น้อยที่ได้เสนอตัวเข้าไปรับใช้ในวัง และรับราชการในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการดูแลด้านการจัดเก็บภาษี อากร การรับสัมปทาน เช่นการทำเหมืองแร่ (ดีบุก) การจัดเก็บรังนก เป็นต้น เนื่องจากเป็นการให้สิทธิ์ผูกขาด (สิ้นสุดลงเมื่ออังกฤษเข้ามาบังคับให้ทำสนธิสัญญาบาวริ่ง) จึงสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจีนกลุ่มนี้จนทุกวันนี้ และอีกส่วนหนึ่งก็ได้ดิบได้ดีกับการรับราชการจนได้เลื่อนยศเป็นเจ้าเมืองในหัวเมืองต่างๆ
เนื่องจากตระกูลคนจีนดังกล่าวข้างต้นเข้ามาแผ่นดินไทยมาเป็นเวลานาน (บางตระกูลนานถึง 200 กว่าปี) จึงเป็นการยากที่จะสืบสาวเรื่องราวถึงต้นตระกูล อีกเหตุผลหนึ่งเนื่องจากหลายตระกูลเป็นราชตระกูลในเชื้อพระวงศ์ อาจจะไม่สะดวกที่จะเปิดเผยข้อมูลด้วยเหตุประการทั้งปวง สำหรับข้อมูลของตระกูลที่สามารถหามาได้นั้น ผู้เขียนได้สืบสาวจากหลักฐานทางฝั่งจีนเสียเกือบทั้งหมด ยกเว้นบางส่วนอาจค้นหาจากอินเทอร์เน็ต แต่ก็เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเท่านั้น ดังนั้น การสะกดชื่อหรือตำแหน่งอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากเป็นการเทียบชื่อจากเสียงในภาษาจีน จึงต้องขออภัยสำหรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น สำหรับตระกูลต่างๆ ซึ่งมีต้นตระกูลมาจากคนจีนมีดังนี้
ณ สงขลา ต้นตระกูลคืออู๋ร่าง (吴让 อ่านอกเสียงในภาษาจีนกลางว่า wú ràng)หรือแซ่โง้ว เป็นคนจีนจากเมืองหลงไห่ (龙海 หรือ 海澄) มณฑลฝูเจี้ยนอพยพมาสู่แผ่นดินสยามในสมัยกรุงธนบุรีในปี 1750 เมื่อถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสงขลาและก็สืบทอดในตระกูลติดต่อกันตลอด 8 รุ่นถึง 150 ปี จนถึงสมัยรัชการที่ 5 จึงได้สิ้นสุดเนื่องจากปฏิรูปลักษณะการปกครองหัวเมืองใหม่
รัตนกุล ต้นตระกูลคือหวงกุ้ย (黄贵 อ่านอกเสียงในภาษาจีนกลางว่า huáng guì)หรือแซ่อึ้ง ในภาษาแต้จิ๋ว หวงกุ้ยเป็นคนอพยพมาจากแต้จิ๋วเข้ามาอยู่ในจังหวัดราชบุรี สมัยกรุงธนบุรีเข้ารับราชการโดยดูแลด้านการค้าทางเรือ ในสมัยรัชการที่ 2 นั้น บุตรชายคนที่สอง หวงจวิน (黄军)รับราชการโดยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมุหนายก จนตำแหน่งสูงสุดคือ เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ และได้ใช้นามสกุล “รัตนกุล”
(จากการสืบค้นข้อมูล เข้าใจว่า ตอนหลังได้มีการเปลี่ยนนามสกุลจาก “รัตนกุล” เป็น “รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์” ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ และพันเอก อร่าม รัตนกุลก็คือบุคคลที่นั่งรถไปกับพระเจ้าอยู่หัวตอนเกิดอุบัติเหตุในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมี่อวันที่ 4 ตุลาคม 2491 และตอนหลังได้สมรสกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เมื่อ พ.ศ. 2487-ผู้เขียน)
ปราโมท / นิยะวานนท์ ต้นตระกูลนี้มาจากสองพี่น้องตระกูลลิ้ม หรือ หลิน (林) ที่อพยพมากจากมณฑลฝูเจี้ยนเข้าสู่แผ่นดินสยามปลายยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้พี่ชื่อ “ลวู่” (律)และผู้น้องชื่อ “อิน” (英)ในปลายยุคกรุงธนบุรี ผู้พี่ได้รับราชการในด้านต่างประเทศ ปี 1791 ได้ตามคณะทูตไปจิ้มก้อง (การเจริญทางพระราชไมตรีด้วยการถวายเครื่องราชบรรณาการ มาจากภาษาจีน “จิ้นก้ง” – 进贡) ในประเทศจีน พอกลับมาก็มีการเปลี่ยนยุคเป็นรัตนโกสินทร์ และเป็นที่โปรดปรานของรัชกาลที่ 1 จนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นพระยาโกษา ส่วนผู้น้อง “อิน” เริ่มแรกมาทำการค้าทางสำเภา ตอนหลังทำมาค้าขึ้น เลยขอทางราชการรับทำหน้าที่การจัดเก็บภาษี ตอนหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอินทรอากร มีบุตร 3 ธิดา 4 บุตรชาติตอนหลังได้ใช้นามสกุลนิยะวานนท์ ส่วนบุตรสาวคนโตได้เข้าไปรับใช้ในวังสมัยรัชกาลที่2 เป็นเจ้าจอมมารดาอำภา และมีบุตรธิดารวม 6 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ พระองค์เจ้าชายปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ซึ่งก็คือต้นตระกูลปราโมช และเป็นคุณปู่ของ มรว.เสนีย์ และมรว.คึกฤทธิ์ปราโมชนั่นเอง
กัลยาณมิตร ต้นตระกูลนี้มาจากหวงด้าวตัว (黄道多)หรือ มั่ง แซ่อึ้ง อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยน โดยเป็นพ่อค้าเรือสำเภา ได้เป็นคุณหลวงในรัชกาลที่ 1 มีบุตร 2 คน คือ เจ้าสัวโต และเจ้าสัวต่วน ตอนหลังเจ้าสัวโตได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าพระยานิกรบดินทร์ อันเป็นต้นตระกูลกัลยาณมิตร โดยสมัยรัรชกาลที่ 3 ได้สร้างวัดกัลยาณมิตรถวายด้วยความภักดีดั่ง “มิตรแท้” รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เจ้าสัวโต เป็น ‘เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินธรมหากัลยาณมิตร’
โปษยานนท์ ต้นตระกูลนี้มาจากคนแซ่จิน (金jīn ในภาษาจีนกลาง) หรือแซ่กิม (ในภาษาแต้จิ๋ว) มาจากประเทศจีน ตำบลเฮ่าซี (后溪)อำเภอหลาวผิง (饶平)มณฑลกว่างตง มาประเทศไทยตั้งแต่ปี 1817 ตอนแรกที่มาได้อาศัยญาติที่ชลบุรี ตอนหลังทำการค้าจนร่ำรวย จนสร้างคฤหัสน์เก๋งจีนขึ้นบนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้ชื่อว่า “โปษ์กี่” ปัจจุบันนี้ครอบครัวโปษยานนท์ ถือเอาวันที่ 22 ธันวาคมของทุกเป็นเป็นการรวมญาติเพื่อเคารพบรรพชนที่จังหวัดชลบุรี
กิติยากร ต้นตระกูลนี้มาจากหลิวเปิ่นซี (刘本溪 liú běn xī)- หรือคนแซ่เล่า/แซ่เล้า ในภาษาแต้จิ๋ว มาจากมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ในปี 1839 รับสัมปทานในการเก็บอากรรังนก และเสียชีวิตในปี 1852 บุตรชายทั้งสองเข้ารับราชการจนได้เป็นขุนนาง ส่วนบุตรสาวเข้าไปรับใช้ในวังจนมีโอรสหนึ่งคนอันเป็นต้นตระกูลกิติยากร
สมบัติศิริ ต้นตระกูลนี้มาจากเฉินเต๋อเหลียง (陈得良chén dé liáng)หรือคนแซ่ตั้งในภาษาแต้จิ๋ว มาจากตำบลกวานถัง (官塘)เมืองแต้จิ๋ว หรือฉาวโจว (潮州)เกิดในปี 1734 และเดินทางมาแผ่นดินไทยเมื่อเป็นหนุ่ม แล้วเป็นชื่อเป็นเฉินเต๋อเหอ (陈德合)แต่งานกับคนไทยเชื้อสายจีนตระกูลจู (朱)มีบุตร 5 คน และบุตรสาวอีก 1 คน บุตรสาวเข้าไปรับใช้ในวังในสมัยรัฃกาลที่ 2 ส่วนบุตรชาย เฉินเย่ซุ่น (陈业顺)ซึ่งเป็นคนเดียวที่อยู่เมืองไทย ตอนหลังได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น “สมบัติศิริ” ส่วนบุตรที่เหลือกลับไปเมืองจีน
ณ ระนอง ต้นตระกูลนี้มาจากสวีซื่อจาง (许泗章 xǔ sì zhāng) หรือแซ่โค้วในภาษาแต้จิ๋ว มาจากเมืองหลงซี(龙溪) มณฑลฝูเจี้ยนตอนอายุ 25 ปี เริ่มไปที่เกาะปีนัง ต่อมาในปี 1844 เข้ามาสยามและขอสัมปทานทำเหมืองดีบุกในสมัยรัชกาลที่ 3 ในแถบระนองจนร่ำรวย ในปี 1854 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองระนองจนถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่
หมายเหตุ: หากมีข้อมูลใดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ผู้เขียนต้องขออภัยต่อญาติพีน้องเจ้าของตระกูลต่างๆมา ณ โอกาสนี้ด้วย และจะเป็นพระคุณยิ่ง หากได้รับการชี้แจงส่วนที่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้ทำการแก้ไขต่อไป
Related posts:
- รากเหง้าลูกมังกร – ตระกูลเล้า (刘 แซ่เล่า หรือ แซ่หลิว) แซ่เล่า (ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือแซ่หลิว (刘) ในภาษาจีนกลาง เป็นตระกูลแซ่อันดับ 4 ของจีน และหนึ่งในสิบตระกูลแซ่ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และที่สำคัญในประวัติศาสตร์จีนนั้น...
- รากเหง้าลูกมังกร – ถิ่นกำเนิดตระกูลแซ่สำคัญ (中华姓氏发源地) แม้ว่าคนจีนจะมีสกุลแซ่ของตนเองมาหลายพันปีแล้วก็ตาม และด้วยจำนวนของประชากรอันมหาศาล คนที่ใช้แซ่เดียวกันในแต่ละถิ่นจึงมีซ้ำกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนิยายปรัมปรา แม้ว่าจะมีหลากหลายเวอร์ชั่น หลากหลายแนวคิด แต่มีข้อสรุปตรงกันขึ้น คนจีนทั้งหลายมีรากเหง้ามาจากจุดเดียวกัน ดังนั้น หากว่ากันตามแนวคิดนี้...
- รากเหง้าลูกมังกร – ตระกูลจาง ( 张 แซ่เตีย หรือ แซ่จาง) ตระกูลจาง หรือ แซ่เตีย เป็นตระกูลใหญ่อันดับท็อป 3 ของโลก (ซึ่งตำแหน่งจะขึ้นลงตามการสำรวจประชากรในแต่ละช่วง) ในภาษาจีนกลางออกเสียง “จาง” หรือ...
- รากเหง้าลูกมังกร – ตระกูลหยาง (杨 แซ่หยาง หรือ แซ่เอี้ย) ตระกูลหยาง หรือแซ่หยาง (yáng) ในภาษาไทยออกเสียงแตกต่างกันไปตามคนจีนแต่ละกลุ่ม เช่นในภาษาแต้จิ๋วจะเป็น ”แซ่เอี้ย หรือ แซ่เอี๊ย” คนจีนแคะจะออกเสียงเป็น แซ่หย่ง...
- คนจีน(ผู้ไร้ราก)ทิ้งแผ่นดิน สืบเนื่องจากบทความของผู้เขียนในหัวข้อเรื่อง “ทำไมลูกจีนในไทยจึงลืมภาษาพ่อแม่ของตน” ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางและเผ็ดร้อย (สำหรับบางคน) ซึ่งถือเป็นเรื่องดีสำหรับสังคมประชาธิปไตย หากเรายอมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย เหยียบหยามดูหมิ่น โดยเฉพาะการดูเหมิ่นด้านเชื้อชาติและชนชาติ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้...
- รากเหง้าลูกมังกร – ตระกูลอึ้ง (黄 แซ่หวัง หรือ แซ่ว่อง) แซ่อึ้ง แซ่อึ๊ง แซ่หวัง หรือในภาษาจีนคือ 黄 (huáng)หมายถึงสีเหลือง เป็นตระกูลที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ในจีนแผ่นดินใหญ่ และคิดเป็นจำนวนประชากรของจีนทั้งประเทศถึง...
- รากเหง้าลูกมังกร-ตระกูลหลี่ (李 หรือ แซ่ลี้) ตระกูลหลี่เป็นตระกูลที่มีประชากรแซ่เดียวกันมากที่สุดในโลก และมีมากเป็นอันดับ 2 ในประเทศจีน จากการสำรวจสำมะโนครัวในปี 2007 โดยมีจำนวนประชากรเกิน 1,000 ล้านคน หรือเท่ากับ...
- รากเหง้าลูกมังกร- ตระกูลหวัง (王 แซ่หวัง หรือ แซ่เฮ้ง) คนแซ่หวังหรือแซ่เฮ้งตามสำเนียงแต้จิ๋วนั้น การออกเสียงในภาษาจีนกลางสำหรับคนจีนภาคใต้ เช่นคนกวางตุ้ง คนแต้จิ๋ว คนฮกเกี้ยนหรือคนแคะ มักจะออกเสียงสับสนปนเปกับแซ่ฮว๋าง (黄 huang2) ซึ่งเวลาออกเสียงที่ถูกต้องจะต้องออกเสียงลักษณะมีตัว ฮ...
- รากเหง้าลูกมังกร – ตระกูลเหมิง (蒙 แซ่ม่ง หรือ แซ่หมง) ตระกูลเหมิง หรือในภาษาจีนกลาง 蒙 (méng) เป็นตระกูลแซ่ที่ต้องจัดว่าเล็กมาก ในประเทศจีนก็กระจุกอยู่ในบางมณฑล อย่างเช่น มณฑลกว่างซี (广西) หรือกวางสี...







































4 Responses to “คนจีนในแผ่นดินสยาม (泰国华人家族)”
ผมเป็นคนไทยที่สืบเชื้อสายมาจากคนจีนเหมือนกัน เดิมเราใช้ “แซ่บ้าง” หรือออกเสียงเป็นภาษาจันว่า “แซ่บ่าง” ภาษาอังกฤษคือ “FENG” บรรพบุรุษรุ่น “ปู่” ชื่อ นายบ่างต๊กเลี่ยน อพยพมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม ก่อนมาเมืองไทยมีภรรยา 1 คน และมามีภรรยาเป็นคนไทย 1 คน
ปัจจุบันนับรุ่นก็เป็นรุ่น 2,3,4,5,6 แล้ว พวกเราที่ยังคงใช้แซ่ก็มีเช่น นายชาตรี แซ่บ้าง รุ่น 2 เกิดที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อ ปี 2476 สำเร็จการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ
รุ่น 3 ก็เช่น นายวีระ ปัทมสิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก 6 สมัย (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ NIDA นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ผมก็อยู่ในรุ่นที่ 3 เช่นกัน ทำงานเป็น ทนายความที่จังหวัดพิษณุโลก
By เดชา ปัทมสิริวัฒน์ on Sep 18, 2011
ผมอยากจะสานสัมพันธ์กับญาติ ๆ ในตระกูลบ่างทุก ๆ ท่าน เพื่อรำลึกถึง “ราก” และ “เหง้า” ของพวกเรา………เคยไปที่สมาคมบ่างตระกูลที่ถนนลาดพร้าว พบคนมีชื่อเสียงหลายคนที่ร่วมแซ่เดียวกัน เช่นคุณศรีรัฐ รัฐปานะ กระทรวงพาณิชย์ คุณทวี สุระบาล อดีต ส.ส.ตรัง ………คุณ………อดีตประธานกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา คุณสุดจิตร นิมิตรกุล อดีตอธิบดีกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท (ร.พ.ช.) เป็นต้น
เดชา ปัทมสิริวัฒน์ 115 ม.1 ต.ดินทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก โทรศัพท์ 055 – 311 – 141,081 – 887 – 7980
By เดชา ปัทมสิริวัฒน์ on Sep 18, 2011
หากต้องการสืบค้นตระกูล “รัตนกุล” ของแท้ เหลือแต่หลานสายคุณย่า ซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูล คือ คุณย่า เจริญ รัตนกุล ที่วัดช่างเหล็ก บางกอกน้อย มีเจดีย์ประจำตระกูล อยู่หน้าสถานีตำรวจ ริมคลองบางกอกน้อย สามารถไล่เรียงได้ว่าใครเป็นใคร ใครที่ไม่ได้ถูกระบุ ก็หมายถึงเป็นคนนอกมาอาศัยใช้ชื่อสกุล ลูกหลานที่เหลือแต่สายคุณย่า จึงไม่มีโอกาสได้ใช้ รัตนกุล
By Sam on Jan 23, 2012
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน แค่เสียดายที่ไม่รู้ประวัติของบรรรพบุรุษเลย รู้แต่ว่าอพยพมาจากเมืองจนมาอยู่แถวบ้านกะทูน อ พิปูน จ นครศรีธรรมราช พวกเราใช้นามสกุลมุ่ย(แซ่มุ่ย) ใครพอจะทราบความเป็นมาของตระกูลมุ่ยช่วยอธิบายหน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ
By มุ่ย on Mar 25, 2012