การสัมมนาการพัฒนาและเผยแพร่อุปรากรจีน (งิ้วปักกิ่ง) ระหว่างจีน – อาเซียน (中国-东盟京剧发展与传播研讨会)
Posted by admin on
October 23, 2009
ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง Farewell to My Concubine (霸王别姬) และเรื่อง เหมยหลานฟาง (梅兰芳)ก็คงจะได้สัมผัสศิลปะการแสดงของจีนที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้คือ อุปรากรจีน หรืองิ้วปักกิ่งซึ่งถือเป็นงิ้วหลวงของจีน ในภาษาจีนใช้คำว่า 京剧 (Jing Ju) หรืออุปรากรเมืองหลวง หรือปักกิ่ง ศิลปะแขนงนี้สำหรับบ้านเราแล้ว อาจจะไม่คุ้นนัก เพราะบ้านเรานั้น ด้วยจำนวนประชากรคนไทยเชื้อสายจีนที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนแต้จิ๋วเสียมากกว่า เราจึงได้เห็นได้ชมแต่งิ้วแต้จิ๋ว ยิ่งเมื่ออาจารย์อำพัน เจริญสุขลาภ หรือ เม้ง ป.ปลาที่พวกเรารู้จักกันได้พัฒนางิ้วแต้จิ๋วเป็นภาษาไทย ทำให้งิ้วแต้จิ๋วกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของสังคมไทยไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นประเพณีจีน โอกาสวาระพิเศษ เช่นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือแม้กระทั่งการชุมนุมทางการเมือง งิ้วล้วนเข้ามามีบทบาทด้วยกันทั้งนั้น
สำหรับอุปรากรจีน (ผมขอใช้คำนี้แทนงิ้วปักกิ่ง เพราะคำว่างิ้วเป็นคำที่เกิดในปลายกรุงศรีอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ที่หาคำรากศัพท์ที่แปลความหมายไม่ได้ นอกจากเรียกด้วยความเคยชิน) นั้น แทบจะไม่เคยเข้ามาเผยแพร่ในบ้านเรา นอกจากจะมาแสดงพร้อมกับคณะศิลปินจีนเนื่องในโอกาส

พิธีเปิดการแสดงอุปรากรจีน
สำคัญ โดยเป็นเพียงการแสดงแทรกช่วงสั้นๆเท่านั้น ส่วนตัวผมเอง ก็เพิ่งจะได้ชมการแสดงสด (ช่วงสั้นๆ) เมื่อประมาณสองปีที่แล้วเอง สำหรับศิลปะแขนงนี้ เพิ่งจะเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีนี้เอง ในปลายยุคของราชวงศ์ชิง โดยเป็นการรวบรวมศิลปะการแสดงของอุปรากรท้องถิ่นตามที่ต่างๆของจีน ดังนั้น การแสดงของอุปรากรจีนแขนงนี้จึงมีความโดดเด่น สวยงาม เนื่องจากได้ซึมซับเอาศิลปะการแสดงของงิ้วท้องถิ่นอื่นๆมาปรับใช้กับการแสดงของตนเองอย่างต่อเนื่อง
การเดินไปร่วมประชุมสัมมนาครั้งนี้ (การประชุมเชิงปฏิบัติเพื่อพัฒนาและเผยแพร่อุปรากรจีนระหว่างจีน – อาเซียน ครั้งที่ 2 หรือ 第二届中国-东盟京剧发展与传播研讨会) เกิดขึ้นแบบกระชั้นชิดมาก ผมรู้ล่วงหน้าก่อนถึงงานประมาณสิบวันเอง โดยที่ผมไม่ทันได้เตรียมการหรือตั้งตัวมาก่อน อยู่ๆอาจารย์เม้ง ป.ปลา จากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน ก็แจ้งมาทางผมว่า พอจะเป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ได้หรือไม่ ผมเลยตอบว่า เรื่องเวลากับภาษาไม่เป็นปัญหา แต่ความรู้เรื่องอุปรากรจีนสิ ผมไม่มีความรู้เลย อาจารย์เม้งเลยตอบว่า ไม่เป็นไร เพราะปัจจุบันนี้ประเทศไทยเรายังไม่มีงิ้วปักกิ่ง การไปครั้งนี้ก็เพื่อให้ไปทำความรู้จัก รายงานสถานการณ์ด้านนี้ของประเทศไทยให้ทางจีนทราบ ขณะเดียวกัน ก็ดูว่า พอจะร่วมมือหรือขอทางจีนสนับสนุนด้านนี้กับเรายังไงได้บ้าง แม้ว่าฟังดูจะไม่มีอะไรน่าหนักใจ แต่เมื่อเห็นตารางการจัดประชุมแล้ว ตัวแทนจากแต่ละประเทศจะต้องกล่าวสุนทรพจน์ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องกล่าวเป็นภาษาจีน นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมหนักใจ

การแสดงของหนูน้อยวัย 7 ขวบที่ไม่แพ้มืออาชีพรุ่นใหญ่
แม้ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวก่อนเดินทางเกือบสิบวัน แต่ผมมีเวลาทำวีซ่าแค่วันเดียว เพราะลืมไปว่า วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติจีน และจะหยุดยาวเป็นสัปดาห์ อีกเรื่องคือ การประชุมครั้งนี้ จัดที่เมืองหนานหนิง เขตปกครองพิเศษชนชาติจ้วง มณฑลกว่างซี ซึ่งไม่มีเที่ยวบินบินตรงจากกรุงเทพฯ จึงต้องแวะกว่างโจวก่อน ประจวบกับกำลังจะมีงานกว่างโจวเทรดแฟร์อีก จึงเกือบหาตั๋วเครื่องบินตามกำหนดไม่ได้ โชคดีที่ได้เพื่อนในวงการทัวร์ช่วยจัดการให้ จึงได้มาอย่างทุลักทุเล
เที่ยวบินของไชน่า เซาธ์เทิร์นบินออกจากกรุงเทพฯใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงกว่าๆก็ถึงกว่างโจว แต่กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของกว่างโจวได้ก็ใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ เพราะด่านแรกต้องตรวจไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้งการกรอกแบบฟอร์มรายงานอย่างละเอียด ไปถึงที่ยังต้องวัดอุณหภูมิ ทางจีนคงได้รับบทเรียนจากครั้งเกิดโรคซาร์ส จึงทำให้เขาต้องเข้มงวดมาก จึงไม่สงสัยว่า ทำไมในจีนจึงไม่มีผู้คนเสียชีวิตด้วยโรคนี้ ในขณะที่ประเทศไทยกลับรุนแรงกว่า เพราะของเราเพียงแค่ใช้เทอร์โมสแกน ซึ่งก็ดูไม่เคยเข้มงวดนัก เพราะบางครั้งก็เดินเรียงกันก็ให้ผ่าน ในขณะที่จีนให้ผ่านช่องทีละคนเหมือนผ่านเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ผ่านจากด่านนี้ก็ถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านนี้จะกินเวลามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเจอพวกชาวอัฟริกาหรือผิวดำ ต้องตรวจดูอย่างละเอียด เพราะปัจจุบันชาวผิวดำเข้าไปอยู่ในกว่างโจวร่วม 2-3 แสนคน ในขณะที่คนที่เข้าไปอยู่อย่างถูกต้องนั้นมีเพียง 6-7 หมื่นคนเท่านั้น แถมพอผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทางออกไปแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่ขอตรวจหนังสือเดินทางอีกรอบ แต่สำหรับหน้าตาตี๋ๆอย่างผมก็ผ่านสะดวกหน่อย ไม่ต้องมีการตรวจซ้ำสอง

การแสดงของนักศึกษาไทย
จากกว่างโจวนั่งสายการบินไชน่าเซาธ์เทิร์นภายในประเทศอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงหนานหนิง แต่เวลาออกบินล่าช้ากว่าที่ระบุในตั๋วครึ่งชั่วโมง ทำให้เวลาผมไปถึงสนามบินหนานหนิงไม่เจอคนที่มารับ ปัญหาจึงเกิดขึ้นคือ จะทำไง โทรศัพท์สาธารณะก็เป็นแบบใช้บัตรอย่างเดียว ซิมการ์ดของจีนก็ยังไม่ได้ซื้อ เพราะตอนอยู่กว่างโจวเห็นเวลาไม่เพียงพอแล้ว จึงมีทางเดียว คือ ขอยืมโทรศัพท์ของคนที่มารอรับเพื่อนที่สนามบินใช้ เมื่อโทรติดต่อจนได้ความแล้ว จึงต้องจับแท็กซี่เข้าเมืองเอง ซึ่งโรงแรมที่พักอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 40 กม.หนานหนิงเป็นเมืองที่ประชากรไม่มากนัก ประมาณ 2 ล้านคน ถนนหนทางจึงดูไม่จอแจ สะอาดสะอ้าน ภาพพจน์ด้านลบที่เราเคยเห็นจากจีนแทบจะไม่มีให้เห็นที่นี่เลย เช่น ถนนที่สะอาดไม่เลอะเทอะ ไม่มีขยะ จะมีก็แต่ใบไม้บ้าง เพราะจะปลูกต้นไม้บนสองข้างทางของถนนเกือบทุกสาย ไม่มีห้องน้ำสาธารณะที่กลิ่นฟุ้ง เมืองนี้มีสวนสาธารณะ (ไม่ใช่สวนหย่อม)ถึงสิบแห่ง และมีสระน้ำ ทะเลสาบตามจุดต่างๆของเมือง ทางเมืองหนานหนิงถึงเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า “เมืองสีเขียว”
เหตุที่จัดการประชุมสัมมนาอุปรากรจีนระหว่างจีนกับอาเซียนในเมืองนี้นั้น เพราะหนานหนิงวางตัวเองเป็นฮับสู่ประเทศอาเซียน ที่นี่จะมีกิจกรรมร่วมกับอาเซียนเกือบตลอดทั้งปี และปัจจุบันมีการส่งเสริมการลงทุนจากกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนั้น เราจะเห็นตลอดสายถนนจากสนามบินเข้าเมืองจะเป็นธง

นักศึกษาชาวอังกฤษก็หลงไหลงิ้วไม่แพ้กัน
ชาติของกลุ่มประเทศอาเซียน หลายคนอาจสงสัยว่า อุปรากรจีนมีแหล่งเกิดที่ปักกิ่งแล้วเหตุใดจึงมาจัดการสัมมนาที่เมืองหนานหนิง ซึ่งอยู่ในมณฑลทางใต้ของจีน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า อุปรากรจีนถูกเผยแพร่เข้ามาในมณฑลกว่างซีตั้งแต่ปี 1948 ช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ส่งกองทัพปลดแอกประชาชนเข้ามา จากนั้นก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในท้องถิ่นจะมีอุปรากรท้องถิ่นหลากหลายรูปแบบอยู่แล้ว เช่นอุปรากรกุ้ย (ที่กุ้ยหลิน) อุปรากรจ้วง (ชองชนชาติจ้วง) เป็นต้น หรือมณฑลข้างเคียงอย่างกวางตุ้งก็มีอุปรากรกวางตุ้ง และแต้จิ๋ว มณฑลเสฉวนหรือหยุนหนานก็มีอุปรากรท้องถิ่นของตัวเองทั้งสิ้น ในประเทศจีนมีอุปรากรท้องถิ่นรวมแล้วกว่าสองร้อยกว่าประเภท การเข้ามาหยั่งรากของอุปรากรจีนในมณฑลกว่างซีนั้น ในตอนแรกได้รับการปรามาสว่าไปไม่รอดแน่ แต่ปัจจุบันกลับสามารถฝังรากลึกที่นี่ถึง 61 ปีแล้ว และมี
คณะอุปรากรกระจ่ายตามที่ต่างๆทั่วทั้งมณฑล การจัดการสัมมนาครั้งนี้ จึงจัดสองเวทีคู่ขนานกันไป คือ เวทีการแสดงอุปรากรจีนสำหรับมือสมัครเล่นทั้งหมดสี่วัน และเวทีการสัมมนาสองวัน โดยมีบุคคลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งนักวิชาการ และศิลปินสมัครเล่นกว่า 300 คนมาร่วมงานนี้ สำหรับจากต่างประเทศนั้นก็มีประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม พม่า อังกฤษ และเบลเยี่ยม จากจำนวนประเทศต่างๆ (ยกเว้นจีน) นั้น ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ส่งจำนวนผู้เข้าร่วมงานมากที่สุด โดยเข้าร่วมทั้งการสัมมนาทางวิชาการโดยมีอาจารย์จากสถานบันศิลปะการแสดง และคณะอุปรากรต่างๆ และการแสดงบนเวทีหลายชุด ส่วนของไทยเรานั้น ผมไปในฐานะตัวแทนเข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการเพียงคนเดียว ส่วนด้านเวทีการแสดงนั้น ได้น้องๆนักศึกษาไทยที่ไปเรียนในมลฑลกว่างซีรับหน้าไป

นักแสดงจากนักเรียนชั้นประถม
พวกเราโดยส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงอุปกร เรามักจะนึกภาพจะต้องเป็นคนสูงอายุทั้งผู้เล่นและผู้ชม แต่งานนี้ภาพที่เห็นจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่าผู้แสดงหรือผู้ชมนั้น มีตั้งแต่เด็กนักเรียนชั้นประถม นักศึกษามหาวิทยาลัย ที่น่าชื่นชมคือ มีนักศึกษาชาวอังกฤษและเบลเยี่ยมที่สนใจอุปรากรให้ความสนใจร่วมร้องบนเวทีด้วย นอกจากนั้น ยังมีทั้งคนที่อยู่ในวงการโดยตรงทั้งประเภทสมัครเล่นและมืออาชีพ โดยมีผู้ที่สูงวัยที่สุดคือ อายุ 90 ปีจากประเทศสิงคโปร์ ในปัจจุบันนี้ อุปรากรจีนได้รับการบรรจุให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนของมณฑลกว่างซี ซึ่งในประเด็นนี้ ในโต๊ะสัมมนาทางวิชาการนั้น มีนักวิชาการจีนบางท่านได้แสดงความเห็นในเชิงเป็นห่วงว่า การบรรจุเข้าไปในหลักสูตรจะเป็นการกีดกันอุปกรณ์ท้องถิ่นจนในที่สุดอาจต้องสูญหายไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อความหลากหลายและการพัฒนาของอุปกรท้องถิ่นอื่นในประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 200 ประเภททั่วประเทศ เพราะปัจจุบันอุปรากรจีนได้รับความนิยมและเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ
ในส่วนของกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ปัญหากลับตรงกันข้าม นอกจากประเทศสิงคโปร์ที่มีคณะอุปกรจีนลงหลักปักฐานมายาวนานถึง 60 กว่าปีแล้ว และมีคณะอุปกรต่างๆที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้มาตรฐานระดับสากลแล้ว นอกนั้นต่างก็ยังไม่ทันได้ก่อรูปตั้งไข่เลย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย หรือไทย (ที่ไม่กล่าวถึงประเทศอาเซียนอื่นๆเพราะไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมสัมมนาด้วย) ซึ่งยังคงเป็นอุปกรณ์ท้องถิ่นที่ได้รับความนิยม เช่นในมาเลเซียจะเป็นงิ้วกวางตุ้ง ในขณะที่ของไทยเราจะเป็นงิ้วแต้จิ๋ว แต่สำหรับอุปกรจีนแล้ว ยังไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาได้ สำหรับในประเทศไทยแล้ว ปัญหาใหญ่มาจากอุปสรรคด้านภาษา อย่าว่าแต่ภาษาจีนกลาง (ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ร้องในอุปรากรจีน) เลย แม้แต่ภาษาแต้จิ๋วซึ่งเป็นภาษาถิ่นของคนจีนส่วนใหญ่ในเมืองไทย เด็กรุ่นใหม่ยังพูดและฟังกันได้น้อยลงไปมาก นี่จึงสาเหตุของการพัฒนางิ้วแต้จิ๋วภาษาไทย

บนโต๊ะสัมมนาทางวิชาการ
ในส่วนของอุปรากรจีนนั้น ประเทศไทยคนต้องพัฒนาและมีขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ด้วยจำนวนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาภาษาจีนกลางมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาในด้านของการให้การศึกษาความรู้ด้านอุปกรแขนงนี้ ตลอดจนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่จะสอนและแสดงด้านนี้ ส่วนอุปสรรคในด้านของการชมอุปรากรที่อาจเกรงว่าไม่เข้าใจนั้น นอกจากต้องให้ผู้ชมได้รับทราบเนื้อหาโดยย่อของเรื่องที่จะแสดงแล้ว สิ่งหนึ่งที่สามารถนำเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาช่วยในบทร้องในระหว่างการแสดงคือ การใช้ไฟวิ่งเพื่อแสดงคำร้องเป็นภาษาต่างๆเหมือนกับการใส่ซับไตเติลในภาพยนตร์ ซึ่งปัจจุบันในจีนและสิงคโปร์ได้นำวิทยาการนี้มาใช้กันแล้ว โดยสิงคโปร์บรรยายทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ที่ต้องบรรยายภาษาจีนเพราะคนจีนต่างมณฑลก็ฟังภาษาพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่มีภาษาเขียนที่เป็นสื่อกลางที่ใช้ร่วมกัน
ในแง่ความเห็นส่วนตัวหลังจากที่เข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการ และชมการแสดงครั้งนี้แล้ว แม้ว่าโดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าผมเป็นคนนอกวงการนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ผมมองในแง่ของศิลปะการแสดงแล้ว การรับเอาอุปรากรจีนเข้ามาพัฒนาและเผยแพร่ในประเทศไทยนั้น ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ได้รับประโยชน์กันทุกฝ่าย ประเทศสยามเคยรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ในยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ก็เนื่องจากเราเปิดกว้างรับเอาทั้งศิลปะ วิทยาการ ตลอดจนศาสนาเข้ามาโดยไม่แยกชนชาติ ศาสนา อุปรากรท้องถิ่นของจีนก็ได้เข้ามาเผยแพร่และแสดงในหมู่คนจีนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ดังนั้น การที่อุปรากรจีนจะมาเติบโตและเผยแพร่อย่างกว้างขวางในยุคกรุงรัตนโกสินทร์จึงเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า สมควรและถึงเวลาแล้วสำหรับสังคมที่เปิดกว้าง เสรีและมีความหลากหลายทางชนชาติ และศิลปวัฒนธรรม
Related posts:
- Beih Nongx ไทย-จ้วงคือพี่น้องกัน (泰-壮兄弟一家亲) หลังจากการประชุมทางวิชาการในวันแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายของนักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงอุปรากรจีนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน การประชุมในวันที่สองนั้น ผู้ที่บรรยายส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรทั้งนักวิชากรและผู้ที่อยู่ในแวดวงศิลปะการแสดงจากประเทศจีน นอกจากนักวิชาการชาวสิงคโปร์ที่เดินทางมาสมทบภายหลังอันเนื่องจากติดธุระมาไม่ทันในวันเปิด เช่น Dr. Chua Soo...
- ที่มาของบะหมี่อายุยืน(หมี่ซั่ว) หรือ 长寿面 ประเพณีของชาวตะวันตก เวลาฉลองวันเกิดก็จะต้องทานขนมเค็กกัน จนคนไทยหรือชาวตะวันออกแทบจะทุกชาติต่างก็ซึมซับวัฒนธรรมนี้มา โดยไม่ได้สนใจว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ส่วนคนจีนนั้น โดยเฉพาะรุ่นผู้ใหญ่ ซึ่งทุกวันนี้ เวลาพวกเราฉลองวันเกิดให้อาม่า...
- เจ้าแม่กวนอิมเพื่อการค้า เห็นรูปเจ้าแม่กวนอิมรูปนี้แล้ว ทำให้ผมนึกถึงสุภาษิตจีนที่ว่า “泥菩萨过河 自身难保” หรือแปลเป็นไทยว่า รูปปั้น(ดิน)เจ้าแม่กวนอินข้ามแม่น้ำ แม้ตัวเองก็รักษายาก ซึ่งเป็นการอุปมาอุปมาไมยว่า คนที่แม้แต่ตัวเองก็เอาตัวไม่รอด...







































One Response to “การสัมมนาการพัฒนาและเผยแพร่อุปรากรจีน (งิ้วปักกิ่ง) ระหว่างจีน – อาเซียน (中国-东盟京剧发展与传播研讨会)”
เพื่อความรู้และการศึกษา
By Mama on Feb 17, 2010