ความวุ่นวายด้านสัญชาติของดาราจีน (中国艺人的国籍)
Posted by admin on
October 5, 2009
ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ The Founding of a Republic หรือในภาษาจีน 建国大业(jian guo da ye) หรือภารกิจสร้างชาติ ที่สร้างเพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งประเทศจีนใหม่ครบรอบ 60 ปีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ น่าจะมีดาราระดับซุปเปอร์สตาร์ร่วมแสดงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน ซึ่งนอกจากจะฉายพร้อมกันทั่วประเทศจีนในวันที่ 17 กันยายน ศกนี้ ยังเข้าไปตีตลาดในอเมริกาด้วย แม้ว่าด้านรายได้จะไม่อาจเทียบกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของฮอลลิวูดได้ก็ตาม แต่ก็ถือว่ากวาดรายได้ไปไม่น้อยเช่นกัน
ภาพยนตร์เรื่อง The Founding of a Republic นี้ เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคใกล้ หรือในช่วงสงครามต่อต้านการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคประชาชาติ (ก๊กมิ่งตั๋ง) ดังนั้น บุคคลสำคัญต่างๆในประวัติศาสตร์ (ซึ่งหลายคนอาจยังคงมีชีวิตอยู่) ต่างก็โลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มในครั้งนี้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นประธานเหมาเจ๋อตง เจียงไคเชค มาดามเจียงไคเชค (ซ่งเหม่ยหลิง) มาดามซุนยัดเซ็น (ซ่งชิ่งหลิง) เติ้งเสี่ยวผิง มาดามเติ้งหยิ่งชาว มาดามเจียงชิง หลินเปียว เป็นต้น จึงหลีกหนีไม่ได้ที่จะต้องจัดหาดาราระดับซุปเปอร์สตาร์มาเข้าฉากร่วมแสดงมาถึง 172 ชีวิต ขอเอ่ยเฉพาะดาราที่บ้านเรารู้จักกันดี อาทิ เช่น เจ็ท ลี หรือหลี่เหลียนเจี๋ย หลิวเต๋อหัว เฉินหลง หลีหมิง หูปิง จางจื่อหยี เป็นต้น ซึ่งต่างก็รับบทบาทมากน้อยแตกต่างกันไป อย่างเช่นเฉินหลง รับบทเป็นเพียงผู้สื่อข่าว
สำหรับด้านเนื้อหาของตัวภาพยนตร์ ผมจะไม่ขอนำมากล่าวรายละเอียด ณ ตรงนี้มากนัก เพราะผมถือว่าเป็นเรื่องราวที่เรารู้ๆกันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นประวัติศาสตร์ยุคใกล้ที่แทบจะไม่มีทางที่เราเขียนอะไรออกนอกกรอบจากความเป็นจริงได้ สิ่งที่เพิ่มเติมได้ ก็คงเป็นทางด้านสีสันการแสดง ฉากที่อลังการ ซึ่งไม่ไปกระทบกับตัวสาระของเรื่องราว ดังนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากฉายในจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงแล้ว ที่อาจรู้สึกประหลาดใจนิดๆก็คือ มีการนำไปฉายในไต้หวัน ซึ่งถือเป็นคู่กรณีทั้งในภาพยนตร์และในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะถือว่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ด้วย แต่อย่างว่าละ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ท่าทีของชาวไต้หวันเองก็เริ่มมองรัฐบาลคอมมิวนิสต์ด้วยสายตาและมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ได้มองเป็นเรื่องน่ากลัว น่ารังเกียจเหมือนเดิม แต่หากมองด้วยสายตาของหน้าหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างเท่านั้นเอง

ผู้กำกับ หานซานผิง (韩三平)
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทางไต้หวันอ้าแขนรับภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจเป็นเพราะตัวเนื้อหาจริงๆไม่ได้เน้นความเป็นภาพยนตร์สงครามที่สู้รบเพื่อแพ้ชนะของสองฝ่าย แต่หากมีความเป็นดรามา ในลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึกในฐานะความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง แม้ว่าตัวละครที่ถ่ายทอดความรู้สึกเช่นนี้ออกมา จะเป็นบุคคลระดับนำของประวัติศาสตร์จีนอย่างเหมาเจ๋อตง กับซ่งชิ่งหลิง (มาดามซุนยัดเซ็น) และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อีกสองคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับเลือกเป็นรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น
ตัวภาพยนตร์กับสถิติรายได้นั้น อย่างที่เรียนแต่ต้นว่า ถือว่าทำรายได้ไม่เลวทีเดียว ถือเป็นความสำเร็จของผู้กำกับอย่าง หานซานผิง (韩三平) สำหรับผู้กำกับคนนี้เราอาจไม่คุ้นนัก เนื่องจากภาพยนตร์ที่เขากำลังส่วนใหญ่จะไม่ได้เข้ามาฉายในบ้านเรา นอกจากเรื่อง Red Cliff (สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ) แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้กำกับ หากแต่เป็น Executive Producer ส่วนภาพยนตร์ที่เข้ามาฉายเรื่องอื่นๆ กลับไม่ทำรายได้นักในบ้านเรา (เช่น Assemble และ เหมยหลานฟาง – 梅兰芳) การตอบรับและเสียงสะท้อนเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงออกมาค่อนข้างดี
แต่อีกเสียงหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมอยากจะนำมากล่าวในนี้ ก็คือ เสียงสะท้อนในหมู่ประชากรชาวเน็ตของจีนเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติดารา เนื่องจากในวันเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 17 กันยายนนั้น ปรากฏออกมาว่า ในจำนวนดารา 172 คนนั้น มีดาราที่ถือสัญชาติอื่นไม่ใช่สัญชาติจีนถึง 21 คน (ไม่รวมคนที่ถือสัญชาติฮ่องกงแต่ดั้งเดิมอย่างเฉินหลง) กลุ่มดาราที่ไม่มีสัญชาติจีนนั้น ส่วนใหญ่จะถือสัญชาติอเมริกัน รองลงมาคือ อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสัญชาติไทย เป็นต้น เรื่องนี้เลยกลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่ชาวเน็ตของจีน ไม่เว้นแม้กระทั่วเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ชั้นนำอย่าง ซินหัวเน็ต Sina, ไบ๋ตู้ เป็นต้น โดยประเด็นที่ชาวเน็ตนำมาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ ทำไมเราจะต้องมอบ “ของขวัญวันเกิด” เพื่อปลุกกระแสความรักชาติเนื่องในวันชาติจีนโดยให้ “ชาวต่างชาติ” เป็นผู้มอบด้วย คนจีนแท้ๆหาดีไม่ได้แล้วเหรอ

หูปิง (胡兵) ดาราสัญชาติไทย
ที่สำคัญคือ ในเมื่อเป็นภาพยนตร์ปลุกกระแสความรักชาติ แต่ดาราผู้แสดงกลับรู้สึก “รังเกียจ” แม้กระทั่วสัญชาติจีนของตัวเอง แล้วจะถือว่าพวกนี้รักชาติได้อย่างไร เรื่องนี้เริ่มปะทุขึ้นมาเป็นประเด็นเล็กๆเมื่อเดือนกรกฎาคม ศกนี้ เมื่อเจ็ท ลี ซึ่งถือสัญชาติสิงคโปร์ไปปรากฏในรายการทีวีการประกวดการเต้นรำแห่งหนึ่ง เมื่อนักข่าวถามถึงเรื่องสัญชาติในระหว่างอยู่ในห้องส่ง เขากลับปิดปากเงียบไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้สักคำ และพอรายการเลิก บอดี้การ์ดของเจ็ท ลีก็กันตัวออกจากสถานที่ดังกล่าวทันที โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าใกล้ แต่เรื่องมาระเบิดออกมาก็ตอนเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง ยักษ์ The founding of a republic นี่เอง สาเหตุประการหนึ่งคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์แห่งชาติก็ว่าได้ แต่ผู้แสดงกลับเป็น “ชาวต่างชาติ” ร่วมแสดงมากมาย ประการที่สองคือ ในงานดังกล่าวกลายเป็นงานรวมพลของซุปเปอร์สตาร์เกือบ 200 ชีวิต จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องกลายเป็นเป้าของสื่อซึ่งอัดอั้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว ต่อประเด็นข่าวฉาวนี้ โฆษกประจำบริษัท ไชน่า ซีนีมา กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว แถลงข่าวในทำนองแก้เกี้ยวว่า “การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชาวจีนโพ้นทะเลจากนานาชาติมาร่วมแสดงด้วย เป็นการแสดงให้เห็นถึงการยกระดับวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนสู่ระดับสากล”
สำหรับฝ่ายที่มีใจเปิดกว้าง หรือฝ่ายดาราที่แปลงสัญชาตินั้นจะมีความเห็นในทำนองว่า ความรักชาติไม่ได้อยู่ที่ “สัญชาติ” ที่ระบุในหนังสือเดินทางเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น และความรักชาติไม่สามารถวัดได้ด้วยเพียงสัญชาติเท่านั้น ความเป็นคนจีนอย่างไรเสียก็ยังคงเป็นคนจีนวันยังค่ำ ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ สำหรับดารา “ต่างชาติ”ที่มาแสดงในภาพยนตร์จีนนั้น พวกเขาก็เป็นเพียงนักแสดงคนหนึ่งเท่านั้น ที่แสดงบทไหนก็เป็นไปตามบทนั้น และใบหน้าเขาก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกสัญชาติของเขาแต่อย่างใด จึงกลายเป็นว่า ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่อและสิ่งที่ตัวเองทำ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนในวงการบันเทิงจีน ไม่เพียงแต่จำกัดในหมู่ดาราเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงเหล่าศิลปินนักร้อง นักดนตรี นักแสดง ตลอดจนนักประพันเพลง ต่างก็นิยมหันไปถือสัญชาติของประเทศอื่นโดยไม่แยแสใยดีกับสัญชาติเดิมของตัวเอง ขอเพียงแต่ให้ตัวเองมีฐานะ มีโอกาสเท่านั้น ส่วนคนที่ฐานะไม่ดีพอ อย่างน้อยก็ขอให้ได้มีทะเบียนบ้านอยู่ในฮ่องกง ในฐานะเป็นพลเมืองฮ่องกงก็ยังเอา เมื่อเหล่าศิลปินพวกนี้เมื่อได้รับสัญชาติแล้ว ก็จะอยู่ประเทศที่ตัวเองได้รับสัญชาตินั้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็กลับประเทศในฐานะ “ชาวจีนโพ้นทะเลคืนสู่เหย้า” และใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีนตามปรกติ ไม่ว่าจะพักอาศัยระยะยาว หรือทำมาหากินในประเทศตามปรกติ จึงทำให้ชาวจีนจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่า พวกเขาเป็นเพียงพลเมือง “ชั้นสาม”ของประเทศ โดยพวกเขาถือว่า พลเมืองชั้นหนึ่งคือพวกข้าราชการระดับสูง พลเมืองชั้นสองคือ พวกนักลงทุน นักธุรกิจต่างชาติในจีน ฟังดูแล้วรู้สึกน่าน้อยใจแทน และโหดร้ายกว่าการเป็นพลเมืองชั้นสองในประเทศอื่นเสียอีก เพราะอย่างน้อยก็ได้เลื่อนชั้นขั้นไปอีกหนึ่งขั้นเมื่อเทียบกับอยู่ในประเทศ
ผมได้สอบถามเรื่องนี้กับเพื่อนฝูงคนจีน ทั้งที่อยู่ในวงการบันเทิงและนอกวงการ โดยความเห็นจะออกมาหลากหลาย แต่โดยใจความหลักใหญ่พอจับประเด็นได้ว่า การถือสัญชาติประเทศอื่นทำให้เหล่าศิลปินสามารถจัดกิจกรรม และการเข้าออกประเทศได้อย่างอิสระมากขึ้น อีกประเด็นหนึ่งที่แม้จะไม่กล่าวออกมาตรงๆ แต่ก็พอจะสรุปตีความได้ว่า การถือสัญชาติประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ย่อมมีเกียรติและศักดิ์ศรีดีกว่าเวลาเข้าออกประเทศต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ เพื่อนที่อยู่ในวงการบันเทิงกล่าวทำนองว่า ทุกวันนี้ คนจีนยังได้รับการ “ดูถูกเหยียบหยาม” จากหลายๆประเทศ ซึ่งประเด็นนี้ สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงเห็นว่า การดูถูกนั้น คงมีอยู่ทุกชนชาติมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ทุกวันนี้ สถานะของประเทศจีนในเวทีโลกได้รับการยอมรับมากขึ้น และบทบาทของประเทศจีนก็มีความโดดเด่นมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะค่อยๆลดลง แม้จะไม่หมดไปก็ตาม แต่ประเด็นหลักของคนในวงการบันเทิงเปลี่ยนสัญชาติน่าจะมาจากเหตุผลทางธุรกิจมากกว่า เพราะประการหนึ่งคือ เขาสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศที่ตนถือสัญชาติได้คล่องตัวขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับการถือสัญชาติจีน และการกลับเข้าไปทำธุรกิจในประเทศบ้านเกิดก็ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆอีกมากมาย โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคมในระดับหนึ่งแล้ว กฎหมายก็สามารถ “ยืดหยุ่น” ได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าการเข้าไปทำธุรกิจเหมือนเช่นพลจีนคนหนึ่ง หรือว่าจะพักอาศัยในประเทศจีนระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากชาวต่างชาติที่แท้จริงที่จะต้องคอยต่อใบอนุญาตหรือวีซ่า อีกประเด็นหนึ่ง น่าจะเป็นประเด็นสำคัญคือ สิทธิ์ทางด้านภาษี ซึ่งคงชั่งน้ำหนักแล้วว่า การเสียภาษาระหว่างความเป็นพลเมืองจีนกับ่ชาวต่างชาติอย่างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่า
แต่ดูเหมือนว่า คนที่เปลี่ยนสัญชาติไปแล้ว ในความรู้สึกชองชาวจีนยังมีการจัดชั้นแบ่งเกรดกันอีก สำหรับพวกนี้ได้สัญชาติอเมริกัน แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ พวกนี้ดูจะไร้ข้อกังขา เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ไปได้ดีก็อโหสิกันไป ส่วนรายของสวีฉิง (Xu Qing) ซึ่งเปลี่ยนเป็นสัญชาติญี่ปุ่นก็โดนรุมพอสมควร เนื่องจากชาวจีนเกลียดชังญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากบาดแผลในประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถสมานให้หายสนิท แต่รายที่ดูจะหนักกว่าเพื่อนก็คือรายของดาราหนุ่มหล่อ หูปิง (胡兵)ที่เปลี่ยนมาเป็นสัญชาติไทย เพราะเกิดคำถามทั้งจากผู้สื่อข่าว และประชากรชาวเน็ตว่อนไปหมดว่า คิดยังไงถึงหันไปถือสัญชาติไทย บ้างก็แสดงความเห็นในเชิงเสียๆหายๆ ซึ่งผมไม่อาจนำมากล่าว ณ ตรงนี้ได้ เพราะมันเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างร้ายกาจ
หูปิง ผมไม่ทราบว่าแฟนภาพยนตร์บ้านเราจะรู้จักเขาสักกี่มากน้อย สำหรับผลงานการแสดงที่เข้ามาฉายในบ้านเราก็มีเรื่อง “สองคนสองคม ภาค2” (เข้าใจว่าน่าจะเป็นบทในวัยหนุ่มของตัวเอก) และภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของจอห์น วู เรื่อง “สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ” ในบทของจูล่ง ซึ่งก็เป็นบทที่ไม่เด่นนัก และเรื่อง Assemble นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่คนไทยแทบจะไม่รู้จัก ส่วนเรื่อง Lan Yu ซึ่งเป็นเรื่องราวของชาวเกย์ที่เคยปั๊มเป็นดีวีดีขายในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงดารานำฝ่ายชายยอดเยี่ยมหลายต่อหลายครั้งก็ตาม แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่ง การได้รับสัญชาติไทยของหูปิงนั้น ไม่เพียงแต่ชาวจีนเท่านั้นที่ฉงน ผมเองในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ยังงงอยู่ว่า เขาได้สัญชาติไทยได้ไง เพราะไม่เคยมีกิจกรรมอะไรในเมืองไทย ไม่มีแฟนคลับ ใครเป็นคนให้สัญชาติ และได้สัญชาติไทยแล้วจะทำอะไรกับสัญชาติ ที่สำคัญคือ ผมไม่แน่ใจว่า หูปิงเองรู้จักประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเป็นดังที่ประชากรชาวเน็ตจีนเขาลือกันว่า เพราะประเทศไทยเป็นสวรรค์ของชาวสีม่วง ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็คงต้องขอประมาณทั้งคนมอบสัญชาติและคนรับสัญชาติไทยที่ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทยทั้งคู่
MV ภาพยนตร์ “ภารกิจสร้างชาติ (建国大业)”
ตัวอย่างภาพยนตร์
Related posts:
- สามก๊ก-โจโฉแตกทัพเรือ หนังฟอร์มยักษ์จากจอห์นวู ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เรื่อง 赤壁 หรือสามก๊ก ตอนศึกผาแดง (สำหรับในชื่อไทยคือ สามก๊ก-โจโฉแตกทัพเรือ) ซึ่งได้เริ่มเปิดกล้องตั้งแต่วันที่ 14...
- Finding Shangri-la (这儿香格里拉) สวรรค์ที่แชงกรีลา แชงกรีลา (香格里拉)ถือว่าเป็นสวรรค์บนดินที่น่าท่องเที่ยวมาก ด้วยความงามของธรรมชาติที่ไร้มลภาวะ ทะเลสาบที่ยังคงใสสีฟ้า เมื่อสะท้อนกับท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าจริงๆ และปุยเมฆที่ขาวสะอาด ประกอบกับมองไปไกลลิบออกไปคือยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวพรุน ตัดกับฉากหน้าที่เป็นทุ่งหญ้าเสมือนกับพรมสีเขียวกำมะหยี่ธรรมชาติ นี่คือแชงกรีลาอันเป็นโลเกชั่นการถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่อง...
- จากเหตุนองเลือดที่แอลจีเรียถึงมาเฟียจีนที่ชินจูกุ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้รับชมข่าวจากทีวีดาวเทียมฟีนิกซ์ของฮ่องกงเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือดที่ประเทศแอลจีเรียกับชาวบ้านในท้องถิ่น ทำให้เกิดแง่คิดต่างๆนานา ที่สำคัญคือ ชาวจีนที่อพยพออกไปหากินนอกประเทศในวันนี้กับเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยรุ่นปู่ย่าของเรานั้น มันช่างแตกต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ประเทศจีนทุกวันนี้แม้จะไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวยระดับแนวหน้าของโลก แต่ก็เป็นประเทศเจ้าหนี้ของประเทศมหาเศรษฐีอย่างอเมริกา...







































2 Responses to “ความวุ่นวายด้านสัญชาติของดาราจีน (中国艺人的国籍)”
เป็นเกย์ มันก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ก็งงเหมือนกันว่าพูดไทย เขียนไทย แทบจะไม่รู้จัก ไท่ กั๋ว เริ๋ง เลยแล้วได้สัญชาติไทยได้ไง ใครให้ ใต้โตะหรือเปล่า ส่วนเรื่องคนจีนในเนตดูถูกคนไทยนั้นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะคนไทยก็ดูถูกคนจีนและประเทศจีนเช่นเดียวกัน
By วุดดี้ on Dec 2, 2009
คำถามว่าใต้โต๊ะหรือเปล่า คงไม่ต้องถามให้เสียเวลาละมัง เพราะดูยังไงก็ไม่เข้าเกณณ์ในการได้สัญชาติ
By admin on Dec 2, 2009