ทะไล ลามะกับการแบ่งแยกธิเบต-50 ปีแห่งการทำลายมาตุภูมิื (达赖和藏独问题)
Posted by admin on
March 21, 2009
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเราคงได้ผ่านหูผ่านตาจากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออินเทอร์เน็ต หรือสื่อโทรทัศน์ เกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดความวุ่นวานในเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งสื่อตะวันตกได้โหมกระพืออย่างเต็มที่ หลายฝ่ายอาจภาวนาให้เกิดการจลาจลเหมือนปีที่แล้ว ก่อนที่จะถึงกำหนดการเปิดมหกรรมโอลิมปิก หรือปักกิ่งเกมส์ 2008 การที่สื่อตะวันตกต่างคาดการณ์ว่า จะต้องเกิดความวุ่นวายขึ้น เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 50 ปีที่ชาวธิเบตลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลจีน
หากเรารับเฉพาะข่าวสารจากสื่อตะวันตก เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า รัฐบาลจีนได้ส่งกองกำลังทหาร หรือกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเข้าไปปลดปล่อยทิเบตหลังจากที่ประเทศจีนได้ก้าวสู่ประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ และมักจะกล่าวอ้างเสมอว่า ทหารจีนได้เข่นฆ่าชาวทิเบตผู้ต่อต้านตายไปนับหมื่นคน
การที่รัฐบาลกลางของจีนส่งกองกำลังทหารเข้าไปปลดปล่อยธิเบตนั้น เนื่องจากว่า เดิมทีทิเบตยังคงปกครองในลักษณะสังคมทาสที่ล้าหลัง ประชาชนไม่มีความรู้และไม่ได้รับการศึกษา โรงเรียนประถมแห่งแรกเพิ่มจะก่อตั้งขึ้นหลังจากที่รัฐบาลกลางได้เข้าไปปลดปล่อยแล้ว และได้ทำการพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาให้ประชาชนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการรับการศึกษา การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคต่างๆ การคมนาคมและการศึกษา และทางด้านเศรษฐกิจ จนทำให้ทิเบตมีความเจริญขึ้นเทียบเคียงกับมณฑลอื่นๆของจีน

(ภาพประกอบ: ชาวธิเบตที่ต่อต้านการรุกรานของอังกฤษและอาวุธที่ใช้)
สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สื่อตะวันตกมักจะยกเว้นไม่ขอพูดถึง แต่มักจะนำเอาประเด็นการเข่นฆ่าชาวทิเบตผู้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลจีน ประเด็นนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ แต่การมีสงครามที่ไหน ที่นั่นย่อมมีการสูญเสียเสมอ แต่เรื่องหนึ่งที่สื่อตะวันตกไม่เคยเอ่ยถึง และพวกเราชาวเอเชีย หรือแม้แต่ชาวจีนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจไม่รู้ก็คือ ฝรั่งชาติอังกฤษนั่นแหละที่เคยเข้าไปรุกรานธิเบต และเข่นฆ่าชาวทิเบตถึงสองครั้งสองครา ซึ่งทั้งสองครั้งอยู่ในยุุคของราชวงศ์ชิง (清朝)ตอนปลายซึ่งรัฐบาลจีนมีความอ่อนแออย่างสุดๆ จนประเทศจีนถึงต่างชาติจับแบ่งเค็กกันอย่างสนุก
ครั้งแรกอังกฤษส่งทหารเข้ารุกรานธิเบตในวันที่ 20 มีนาคม ปีค.ศ. 1888 และในครั้งที่ 2 ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 1903 ถึงเดือนกันยายน ปี 1904 อังกฤษได้ส่งทหารเข้ายึดครองทิเบตนับ 1000 นาย และคราวนี้ถูกชาวธิเบตรุกขึ้นมาต่อต้านอย่างหนัก (ครั้งแรกเตรียมจะต่อต้าน แต่ถูกรัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่งห้ามเสียก่อน) ชาวทิเบตที่มีอาวุธเพียงมีด หอก ซึ่งล้วนแต่เป็นอาวุธโบราณ รวมถึงที่หน้าหกแขวนรูปของทะไลองค์ที่ 14 โดยเชื่อกันว่า จะทำให้ฟันไม่เข้า ยิงไม่ระคายผิว ในขณะที่ทหารอังกฤษมีอาวุธปืนและปืนใหญ่ที่ทันสมัย จึงได้ฆ่าชาวทิเบตผู้ต่อต้านไปไม่ต่ำว่า 5000 นาย หลังจากที่อังกฤษเข้ายึดครองทิเบตแล้ว ก็ได้พยายามปลุกฝันแนวคิด “การแยกตัวเป็นอิสระ” จากรัฐบาลจีน

(ภาพประกอบ: ทหารอังกฤษที่รุกรานกับอาวุธอันทันสมัย)
แผ่นดินทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่สมัยจักรพรรดิ์ฉินซี ซึ่งนับย้อนหลังไปก่อนคริสตกาล 221-207 ปี หลังจากนั้นแผ่นดินจีนอาจมีการแหว่งไปบ้างในบางช่วง บางราชวงศ์ มาถึงช่วงที่ชาวมองโกเลียเข้ามายึดครองประเทศจีน และก่อตั้งราชวงศ์หยวน (元)ในช่วงปี ค.ศ. 1279-1369 ก็ได้ผนวกดินแดงทิเบตเข้ากับแผ่นดินจีนอีกครั้ง และเป็นอยู่เช่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะอ้างว่าแผ่นดินทิเบตจะต้องเป็นรัฐอิสระ และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผ่นดินจีน แม้ว่าชาวธิเบตอาจแตกต่างชาวชาวจีนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชนชาติฮั่นก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะประเทศจีนประกอบไปด้วยชนชาติต่างๆถึง 50 กว่าชนชาติ จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมากล่าวอ้างเพื่อแยกตัวเป็นอิสระ
ปฐมเหตุของความคิดแยกตัวเป็นอิสระจากจีนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลอังกฤษเอง ที่ไม่สามารถแยกแผ่่นอินธิเบตออกจากจีนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง จึงเสมือนความแค้นที่ฝังใจ หลังสงครามโลกครั้งแต่สอง ประเทศอังกฤษก็ัยังคงไม่ยอมรับว่า ทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน ส่วนรัฐบาลอเมริกานั้น เมื่อรัฐบาลเจียงไคเชคที่ตนสนับสนุนอยู่พ่ายแพ้แก่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตง ก็เลยเกิดความคิดที่จะใช่ดินแดนทิเบตเพื่อต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซึ่งประจวบกับชาวธิเบตบางส่วนที่ไม่พอใจรัฐบาลจีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ส่งสายลับซีไอเอเข้าไปฝึกกองกำลังติดอาวุธตามแถบชายแดนจีนกับอินเดีย แม้ว่าในขณะนั้น ทะไล ลามะหนุ่มจะเดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อสานสัมพันธ์กับรัฐบาลกลาง โดยเข้าพบกับประธานเหมาในเ้ดือนกันยายน 1954 ก็ตาม โดยได้ลงนามข้อตกลง 17 ข้อเกี่ยวกับการปกครองธิเบต โดยรัฐบาลปักกิ่งไม่บีบบังคับให้ดำเนินตามนโยบายส่วนกลาง แต่ให้รัฐบาลท้องถิ่นธิเบตสมัครใจเองในการปฏิรูปการปกครอง แต่แล้วเวลาผ่านไป 5 ปี รัฐบาลท้องถิ่นไม่ได้ทำการปฏิรูปแต่อย่างใด เนื่องจากชนชั้นปกครอง ซึ่งมีฐานะมั่งคั่ง เป็นเจ้าของที่ดินและนายทาสที่มีอยู่ประมาณ 200 ครอบครัว ต่างไม่ยอมสูญเสียสิ่งที่ตนมีอยู่
ในขณะนั้น ทะไล ลามะมีอิสระอย่างเต็มที่ในการเดินทางไปไหนมาไหนได้ และประมาณปี 1956 ทะไลได้เดินทางเยือนประเทศอินเดีย และได้พบกับพี่ชายของตนที่นั่น และไม่ยอมกลับธิเบตเป็นเวลานาน หลังจากที่เดินทางกลับธิเบตแล้ว ความคิดต่างๆได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในขณะเดียวกันรัฐบาลอเมริกาก็พยายามยุยงให้ชาวทิเบตลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลกลาง จนถึงเดือนมีนาคม 1959 ชาวทิเบตจำนวนหนึ่งได้ถูกปลุกปั่นให้ก่อการจราจลครั้งใหญ่ ขณะเดียวกัน อเมริกาก็ได้จัดฉากและเตรียมการให้ทะไล ลามะลี้ภัยออกนอกประเทศ เหตุที่ต้องใช้คำว่า “จัดฉาก” เพราะมีเพียงสื่ออเมริกาเท่านั้นที่รู้กำหนดการว่า ทะไลจะหนีออกนอกประเทศเมื่อไร และจะใช้เส้นทางไหน เพราะการหนีออกนอกประเทศนั้นเป็นช่วงเวลากลางคืน แต่สื่ออเมริกาสามารถดักรอบนเส้นทางการหลบหนีได้โดยได้รับแจ้งจากทางรัฐบาลอเมริกา ทะไลจึงได้ออกไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ธรรมศาลาในประเทศอินเดีย และจากนั้น ก็ได้ปฏิบัติการรณรงค์ให้ทิเบตแยกตัวเป็นอิสระ โดยใช้ประเทศต่างๆเป็นเวที ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย
แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไป ประเทศอเมริกาหันมาสร้างสายสัมพันธ์ทางการฑูตอีกครั้งหนึ่้งในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ทั้งอังกฤษและอเมริกาตั้งก็กลับคำยอมรับว่า ทิเบตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน ทาง CIA จึงได้ยุติการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านชาวทิเบตตั้งแต่นั้นมา ในขณะเดียวกันน้ำเสียงของทะไล ลามะก็เปลี่ยนจากการแยกตัวเป็นอิสระ โดยหันมาเรื่องสิทธิมนุษยชนแทน ซึ่งเป็นการเล่นตามบทของประเทศตะวันตก โดยตัวเองยอมทำตัวเป็นหมากตัวหนึ่งให้แก่ประเทศตะวันตกเหล่านั้น
ประเทศ ตะวันตกต่างรู้ดีว่า ปัญหาทิเบตเป็นปัญหาประเด็นร้อนของจีน จึงพยายามใช้ปัญหานี้เพื่อใช้ในการต่อรองกับจีน โดยใช้ทะไล ลามะเป็นหมากที่จะคอยเดิมเกมให้ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์จลาจลเมื่อปี 2008 หลังจากที่สื่อตะวันตกออกอากาศเกี่ยวกับชาวทิเบตว่า จะลุกขึ้นมาต่อต้านการแข่งขันโอลิมปิกได้เพียงไม่เกิน 2 วัน ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมาทันทีในแผ่นดินทิเบต โดยพยายามเข้าไปทำลายทรัพย์สินและร้านค้าของชาวฮั่น
แต่รัฐบาลจีนยุคนี้ไม่ได้อ่อนแอเหมื่อนกับสมัยราชวงศ์ชิงแล้ว ดังนั้น การยอมเป็นหมากให้กับประเทศตะวันตกของทะไล ลามะ จึงเป็นการทำลายมาตุภูมิของตนเอง แทนที่จะกลับไปช่วยกันร่วมสร้างความผาสุขให้แก่แผ่นอินทิเบตให้มีความสงบ ร่มเย็น สมดังกับการเป็นผู้นำพุทธศาสนานิกายวัชรยาน




































2 Responses to “ทะไล ลามะกับการแบ่งแยกธิเบต-50 ปีแห่งการทำลายมาตุภูมิื (达赖和藏独问题)”
The forum is a brighter place thanks to your posts. Thkans!
By Dasia on Jun 17, 2011
Thanks to the network for the knowledges
By ผู้รักสันติธรรม on Jun 29, 2012