กรณี Google ถอนตัวจากจีน – เสรีภาพหรือสันดานนักล่าอาณานิคม (谷歌事件 – 自由还是殖民主义野心?)

กูเกิลถอนตัวจากจีนกรณีการถอนตัวออกจากตลาดจีนของ Google เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมานี้ Google ได้อ้างถึงเรื่องเสรีภาพในการทำธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตถูกคุกคามจากการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน โดย Google ประกาศยุติการทำธุรกรรมด้านเซิร์ชอินจิ้นในประเทศจีนทั้งหมด พร้อมกันนั้น ได้ยกเซิร์ฟเวอร์สำหรับการค้นหาไปไว้ในฮ่องกงแทน ดังนั้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา การเข้าสู่เว็บไซต์ www.google.cn ก็จะถูกส่งต่อไปยัง www.google.com.hk แทน

ทางการจีนได้ตอบโต้การกระทำของ Google ครั้งนี้ว่า บริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศจีนจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของจีน Google เองได้ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรกับจีนเมื่อครั้งเข้ามาทำธุรกิจในประเทศจีนใหม่ๆ การที่ Google ยกเลิกการคัดกรองคีย์เวิร์ดค้นหาและการกล่าวหากรณีที่ถูกแฮกเกอร์แฮกข้อมูล ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทางการจีนขอคัดค้านและประมาณการนำประเด็นการค้ามาทำเป็นประเด็นการเมือง

กรณีความขัดแย้งระหว่าง Google กับจีน
ปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มปะทุตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 โดยทางผู้บริหาร Google เริ่มส่งเสียงบ่นออกมาดังๆ เมื่อวันที่ 13 มกราคมว่า Google จะยุติการกรองคีย์เวิร์ดโดยเปิดกว้างอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า Google ไม่ขอปฏิบัติตามกฎหมายจีนอีกต่อไป  หลังจากนั้นไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 16 เดือนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยนามของ Google ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ปรากฏในวงการสื่อว่า Google จะถอนตัวออกจากประเทศจีน ขณะที่ Eric Schmidt – CEO ของGoogleให้สัมภาษณ์กับ News Week แสดงถึงความต้องการที่จะเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อที่จะทำธุรกิจต่อไปในประเทศจีน

บ่ายวันที่ 18 มกราคม Googleประกาศยุติการทำธุรกิจในจีน แต่หลังจากที่ให้พนักงานหยุดงานไปหนึ่งสัปดาห์ ก็กลับดำเนินงานตามปรกติ

วันที่ 29 มกราคม และ 25 กุมภาพันธ์ ตัวแทน Google ได้เข้าเจรจากับตัวแทนรัฐบาลจีน โดยทางการจีนตอกย้ำให้ Google ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจีน แต่การเจรจาทั้งสองครั้งกลับประสบความล้มเหลว จนถึงวันที่ 23 มีนาคม Google ก็ได้แถลงปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีน

เสรีภาพหรือสันดานนักล่า
ธงที่ Google ชูตลาดเวลาจนถึงวันที่ถอนตัวออกจากตลาดจีนก็คือ “การคุกคามเสรีภาพสื่อด้วยการเซ็นเซอร์” ทั้งๆที่ตัวเองได้ให้คำมั่นหรือสัตยาบันเป็นลายลักษณ์อักษรไว้กับรัฐบาลจีนก่อนที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในจีน บ้านต้องมีกฎบ้าน ประเทศต้องมีกฎหมาย แล้วเหตุใด Google ซึ่งเป็นธุรกิจระดับโลกเช่นนี้จะไม่ได้ศึกษากฎหมายของประเทศที่ตนเองจะเข้าไปลงทุนก่อนเชียวหรือ หรือถ้าศึกษาแล้วยอมเข้าไปลงทุน ก็เท่ากับว่าตกลงเห็นชอบที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ใช่อยู่ สื่อต้องมีเสรีภาพในการทำงาน แต่เสรีภาพมันต้องมีขอบเขตไม่ใช่เหรอ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมีความอ่อนไหวคงไม่อาจที่จะเปิดเสรีได้อย่างไม่มีขอบเขต เราทราบกันดีว่า ประเทศจีนมีปัญหาชนกลุ่มน้อยที่ต้องการเรียกร้องเอกราชในบางมณฑล ซึ่งเป็นปัญหาด้านความมั่นคงและเป็นปัญหาภายในของเขาเอง ไม่ต้องมองอื่นไกล เดี๋ยวจะมองว่าก็เพราะรัฐบาลจีนปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์จึงไม่ให้เสรีภาพแก่สื่อ หากมองย้อนกลับมาในบ้านเราเอง ลองเข้าไปในเว็บไซต์ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้ หรือเว็บไซต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบันฯดูสิ มีใครเข้าได้บ้าง แล้วนี่เป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้บริโภคหรือไม่ เพียงแต่ไม่ได้จำกัดเสรีภาพของสื่ออย่างGoogle เพราะรัฐบาลไม่ได้บอกให้ Google บล็อก แต่บอกให้ ISP ให้ความร่วมมือในการบล็อกแทน

แล้วทั้งสองกรณีที่กล่าวมามันต่างกันตรงไหน หากจะต่างกันก็เพียงตรงที่รัฐบาลไทยเราไม่มีอำนาจต่อรองมากพอที่จะสั่งการ Google ให้ทำตามเท่านั้น แต่เจตนาและผลลัพธ์ก็เหมือนกัน ถามว่ารัฐบาลทั้งสองที่กล่าวถึงนี้ผิดไหม ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ก็ต้องตอบตัวเองก่อนว่า ระหว่างความมั่นคงของประเทศชาติกับเสรีภาพสื่ออันไหนสำคัญกว่า…

ส่วนประเด็นข้ออ้างของ Google เรื่องเสรีภาพนั้น มันคงเป็นประเด็นที่นำมาอำพลางเจตนาที่แท้จริง หากจะกล่าวว่า นี่คือสันดานของนักล่าอาณานิคมยุคไซเบอร์ก็คงไม่ผิดนัก เพราะถ้าหากย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์จีนในสมัยปลายยุคราชวงศ์ชิง ก็จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

onlinehotel.com.br

ในปีค.ศ. 1792 อังกฤษในส่งคณะทูตคณะใหญ่ 100 คน พร้อมกับลูกเรืออีก 700 คน นำพระราชสาสน์ และของกำนัล (ไม่ใช่เครื่องราชบรรณาการ เพราะอ้างว่านำมาถวายเป็นของขวัญวันเกิดฮ่องเต้) ของพระเจ้าจอร์จที่สามดินทางมาประเทศจีนด้วยเรือสามลำ โดยแต่ละลำติดตั้งปืนใหญ่ประจำเรือ 64 กระบอก เมื่อมาถึงประเทศจีนจึงขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แต่เนื่องจากธรรมเนียมของราชสำนักสมัยราชวงศ์ชิงนั้น ผู้เข้าเฝ้าจะต้องสองขาคุกเข่าพร้อมคำนับเอาศีรษะแตะพื้นสามครั้ง และจะต้องทำเช่นนี้สามเที่ยว แต่คณะชาวอังกฤษที่เข้าเฝ้าไม่ยอมปฏิบัติ โดยอ้างว่า ถ้าจะทำเขาต้องทำตามธรรมเนียมปฏิบัติแบบเดียวกับที่ทำต่อกษัตริย์ของอังกฤษเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตาม เฉียนหลง (乾隆)ฮ่องเต้ก็ใจกว้างพอที่จะให้เข้าเฝ้า แต่ปฏิเสธที่จะรับของกำนัลที่ส่งมา พร้อมกับสั่งให้ออกนอกอาณาเขตของจีนทันทีหลังจากที่เข้าเฝ้าแล้ว

การที่พวกนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษเข้าเฝ้านั้น เบื้องหน้าคือต้องการเจริญสัมพันธไมตรี ส่วนเบื้องหลังของคณะทูตที่เข้าเฝ้านั้น แท้จริงต้องการให้ทางการจีนทำตามเงื่อนไข 7 ข้อดังต่อไปนี้
1.    ให้เปิดเมืองท่าให้การธุรกิจการค้าของชาวอังกฤษ
2.    ให้จัดหาเกาะสักแห่งที่ใกล้กับแหล่งผลิตผ้าไหมและใบชา โดยยินยอมให้ชาวอังกฤษอาศัยอยู่ระยะยาว โดยใช้กฎหมายบังคับของอังกฤษเอง
3.    ให้สละสิทธิ์ในการใช้เมืองท่ากว่างโจว
4.    ให้เปิดตลาดใหม่ในประเทศจีน โดยเฉพาะในปักกิ่ง
5.    ให้เปิดตลาดในตะวันออกไกลสำหรับพาณิชยกรรมของอังกฤษโดยผ่านข้อตกลงทั้งสองฝ่าย
6.    ขอให้ทางปักกิ่งแต่งตั้งพูดประจำในอังกฤษ
7.    ในด้านข่าวสารข้อมูล จะต้องให้คณะของอังกฤษดูทุกสิ่งที่ต้องการ

การ์ตูนล้อเลียนกรณีกูเกิลละเมิดวรรณกรรมของจีน

การ์ตูนล้อเลียนกรณีกูเกิลละเมิดวรรณกรรมของจีน

ลองพิจารณาดูเงื่อนไขแต่ละข้อ มันต่างจากพฤติกรรมของGoogleในวันนี้ตรงไหน ในข้อ 2 นั้น การเรียกร้องของ Google ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายของจีนในด้านการควบคุมอินเทอร์เน็ตก็ไม่ต่างอะไรจากการขอใช้กฎหมายของประเทศตนมาบังคับใช้ ในข้อ 3 ก็คือการที่ Google เรียกร้องให้รัฐบาลจีนสละสิทธิ์ในการเซ็นเซอร์ข้อมูล และข้อ 7 ก็เช่นกัน นั่นหมายถึงGoogle มีสิทธิ์ที่จะขอใช้ข้อมูลของจีนได้อย่างอิสระ จึงไม่แปลกที่เมื่อปลายปีที่แล้ว Google ละเมิดลิขสิทธิ์ทางวรรณกรรมของจีน โดยการแอบสแกนวรรณกรรมของจีนจำนวนมากมาบรรจุในห้องสมุด Google Book Library โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน พอถูกทักท้วงก็บอกว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ 60 ดอลลาร์ต่อเรื่อง (ง่ายดีไหม) นี่หรือผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้มีอริยะและเคารพกฎหมาย

ที่จะแตกต่างจากนักล่าอาณานิคมในยุคก่อนก็คงมีนิดเดียวคือ การที่ไม่สามารถนำเอาเรือปืนมาจ่อปากอ่าวไว้เท่านั้น และไม่สามารถที่นำเอาเรือรบเข้ามาถล่มเมืองท่ากว่างโจวดังเช่นในกรณีสงครามฝิ่นด้วยความไม่พอใจที่รัฐบาลจีนในสมัยนั้นไม่ยอมทำตามเงื่อนไขทั้งเจ็ด เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนแล้ว และประเทศจีนก็ไม่ได้อ่อนแอจนเหมือนอย่างที่ฝรั่งตั้งฉายาเชิงเหยียดหยามว่า “คนป่วยแห่งตะวันออกไกล”

ส่วนข้ออ้างที่ว่าการที่กลุ่มแฮกเกอร์พยายามเจาะข้อมูลโดยอ้างว่า (แม้จะไม่ได้กล่าวตรงๆ) มีรัฐบาลจีนอยู่เบื้องหลังนั้น คนในวงการไอทีออกมาให้ความเห็นว่า การถูกแฮกเป็นเรื่องปรกติธรรมดา มีบริษัทไหนที่ไม่เคยถูกแฮกบ้าง เพียงแต่ใครจะยอมรับความจริงเท่านั้นเอง เพราะมันมีผลต่อความน่าเชื่อถือในระบบความปลอดภัยของข้อมูล ต่างฝ่ายต่างจึงพยายามปกปิดและหาทางรับมือกันเป็นการภายใน

การที่ Google ถอนตัวออกจากประเทศจีน อาจมีสาเหตุอื่นที่แอบแผงดังที่ Sarah Lacy แห่ง TechCrunch ได้ตั้งข้อสังเกตในบทความ Google’s China Stance: More about Business than Thwarting Evil โดยมีใจความโดยสรุปคือ การที่ Google ถอนตัวจากประเทศจีนสาเหตุใหญ่มาจากประเด็นปัญหาทางธุรกิจมากว่าเรื่องอื่น แม้ว่ากิจการของ Google ในจีนจะไปได้ดีพอสมควร แต่ในด้านของส่วนแบ่งตลาดแล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่ และไม่มีทางที่จะเอาชนะบริษัทเซิร์ชเอ็นจิ้นสัญชาติจีนอย่าง buidu ได้เลย Sarah Lacy ได้ทิ้งคำถามไว้น่าคิดว่า “ถ้า Google มีส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 70% Google จะยอมทำเช่นนี้หรือไม่…”

ไล่หลังวันที่ Google ประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการนั้น ทางการจีนก็ออกมาประกาศย้ำชัดว่า จีนยินดีตอนรับธุรกิจข้ามชาติทุกรายที่ปฏิบัติตามกฎหมายจีน และขอประมาณการที่ Google นำเอาประเด็นปัญหาการค้าลากไปสู่ประเด็นการเมือง ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใยดี ไม่คิดว่า เมื่อ 200 กว่าปีก่อน นักล่าอาณานิคมรุ่นแรกถูกเฉียนหลงฮ่องเต้เฉ่งออกจากประเทศจีน มาวันนี้ นักล่าฯยุคไซเบอร์ก็ได้ประสบชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน

UPDATE: 12 เ้มษายน 2553

แม้ว่ากูเกิลจะประกาศอย่างที่จะถอนตัวออกจากประเทศจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 และได้ยากเซิร์ฟเวอร์ไปไว้ที่เกาะฮ่องกงแล้วก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม หรือหลังจากประกาศไปเพียง 7 วัน กูเกิลก็ได้ลงทุนเปิดบริษัทเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง โดยแห่งแรกเป็นการร่วมทุนกับบริษัท Beijing Gooxiang Information Technology Co., Ltd. (北京谷翔信息技术有限公司) อีกสี่บริษั่ที่เหลือเป็นการลงทุนแต่ฝ่ายเดียว คือ Google Information Technology (China) Co., Ltd. (谷歌信息技术(中国)有限公司)  Double Click Software Scheme Technology (Beijing) Co., Ltd. ( 双击软件技术方案(北京)有限公司) Google Information (Shianghai) Co., Ltd. (咕 果信息(上海)有限公司) และ Google Advertising (Shianghai) Co., Ltd. (谷歌广告(上海)有限公司)

คงเป็นการพิสูจน์และเผยตัวอย่างล่อนจ้อนแล้วว่า การที่กูเกิลโวยวาย โดยอ้างเสรีภาพสื่อนั้น ที่แท้ก็คืออยากรวย แต่แข่งกับเขาไม่ได้

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • Digg
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Haohao
  • Technorati
  • YahooMyWeb
  • Google Bookmarks
  • Live-MSN
  • Ask
  • MisterWong
  • MySpace
  • SEOigg
  • Socializer
  • StumbleUpon
  • TwitThis
  • YahooBuzz

Related posts:

  1. Google Books Library – ภาพสะท้อนสันดานโจรยุคล่าอาณานิคมในโลกไซเบอร์ โครงการห้องสมุดดิจิตอลของกูเกิล (Google Books Library Project) นับตั้งแต่ริเริ่มโครงการมา ก็ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประเทศต่างๆ นับย้อนไปเมื่อ 27 เมษายน...

  1. 2 Responses to “กรณี Google ถอนตัวจากจีน – เสรีภาพหรือสันดานนักล่าอาณานิคม (谷歌事件 – 自由还是殖民主义野心?)”

  2. เป็นอีกมุม ที่น่าสนใจมากครับ

    By dolthep Siripanyakul on Apr 4, 2010

  1. 1 Trackback(s)

  2. Apr 3, 2010: Tweets that mention กรณี Google ถอนตัวจากจีน – เสรีภาพหรือสันดานนักล่าอาณานิคม (谷歌事件 – 自由还是殖民主义野心?) | Thai Chinese Blog -

Post a Comment

*

Copy Protected by Tech Tips's CopyProtect Wordpress Blogs.