หอมแผ่นดินเกิด (祖国的香味)
Posted by admin on
March 5, 2010
โดยปรกติ ผมเองไม่มีโอกาสที่จะได้จากบ้านนานๆ ในชีวิตนี้อย่างมากก็แค่เดือนเดียว ส่วนคนที่ต้องจากบ้าน โดยเฉพาะแผ่นดินเกิดของตัวเองจะมีความรู้สึกอย่างไรนั้น ผมคงเข้าไม่ถึงความรู้สึก ยิ่งถ้าเป็นคนที่รู้แน่นอนว่า ชาตินี้อย่างไรเสียก็ไม่มีวันได้กลับบ้านเกิดแน่นอน จะยิ่งมีความรู้สึกเช่นไร เรื่องนี้น่าสนใจยิ่ง
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยประธานเหมาเจ๋อตงมีชัยเหนือพรรคกั๋วหมินด่างหรือก๊กมิ่งตั๋งของเจียงไคเชคนั้น เจียงรู้ถึงชะตากรรมของตัวเองหลังจากที่ฝ่ายกองทัพแดงได้ยึดดินแดนทางเหนืออย่างเบ็ดเสร็จ คงเหลือฐานที่มั่นทางใต้ที่ฝ่ายก๊กมิ่งตั๋งยังคงพยายามตั้งรับ ซึ่งก็ต้านทานได้ไม่นาน (ประเทศจีนประกาศก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม
ส่วนมณฑลทางใต้เพิ่งจะปลดปล่อยสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จตอนปลายเดือนวันที่ยี่สิบกว่าโน่นแล้ว) ด้านหนึ่งจึงวางกำลังตั้งรับ อีกด้านหนึ่งก็อพยพผู้คน ทั้งกำลังทหาร ไพร่พล และทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก (มากน้อยแค่ไหนนั้น วัตถุโบราณที่ขนไปสามารถจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์กู้กงแข่งกับที่กรุงปักกิ่งได้) การอพยพผู้คนครั้งนี้ ถือเป็นการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด รวมแล้วถึงสองล้านกว่าคนไปสู่เกาะไต้หวัน ในขณะที่เกาะไต้หวันในขณะนั้น มีพลเมืองรวมทั้งสิ้นเพียงประมาณเก้าแสนคนเท่านั้น การที่เจียงไคเชคต้อนผู้คนไปมากมายเช่นนี้ เพราะเขายังตั้งความหวังที่จะกลับมาเผด็จศึกกับพรรคคอมมิวนิสต์อีก โดยเขาตั้งปณิธานว่า หนึ่งปีรวมไพร่พล สองปีเตรียมพร้อม ห้าปีเผด็จศึก
แต่แล้ว วันเวลาผ่านเลยไปห้าปี สิบปี ยี่สิบปี ความฝันยิ่งนับวันยิ่งเลือนราง ทหารที่ติดตามเจียงไคเชคไปอยู่เกาะไต้หวันนั้น ส่วนหนึ่งต้องทิ้งลูกเมียอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แต่มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่มีครอบครัวต้องทิ้งบ้าน ทิ้งพ่อแม่ไป พวกนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีการศึกษา หรือการศึกษาต่ำ การใช้ชีวิตในไต้หวันนั้น ข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามติดต่อกับแผ่นดินใหญ่โดยเด็ดขาด ไม่ว่าทางจดหมาย ทางโทรศัพท์ หรือทางใดๆทั้งสิ้น การลักลอบติดต่อถ้าหากถูกจับได้ถือเป็นกบฏ และมีโทษถึงตาย หรือไม่ก็ถูกคุมขังบนเกาะเล็กๆที่ไกลผู้คนจนลืม สำหรับคนที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศนั้น ก็จะถือโอกาสช่วงที่อยู่ต่างประเทศติดต่อกลับบ้านเกิด แต่เมื่อกลับถึงไต้หวันแล้วจะต้องไม่มีร่องรอยเหลือให้ทางการตรวจสอบได้เป็นอันขาด
กฎเหล็กนี้ได้รับการผ่อนคลายลงหลังจากที่เจียงไคเชคเสียชีวิต และลูกชายเจี่ยงจิงกั๊ว (蒋经国)สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา ก็ได้เปิดให้มีการติดต่อทางจดหมายได้ และอนุญาตให้ทหารเก่าสมัยที่อพยพติดตามเจียงไคเชคกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดได้ แต่เนื่องจากทหารเก่าเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่ยากจน ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ดังนั้น พวกเขาจึงได้แต่คอยติดตามข่าวสารจากคนที่มีโอกาสได้กลับไป ซึ่งก็ทำได้เพียงเท่านี้ ทั้งๆที่ในใจลึกๆแล้ว อยากจะกลับไปด้วยตัวเองมากกว่า เมื่อวันเวลาผ่านมา อายุอานามของพวกเขาก็มากขึ้น จากความหวังที่จะได้กลับไปเหยียบแผ่นดินเกิดก็เปลี่ยนมาเป็นเมื่อตายแล้วขอให้อัฐิของตัวเองได้กลับไปบ้านเกิดก็ยังดี
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทหารแก่กลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดจากมณฑลซันตง เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น คนที่มีลูกเมียอยู่ในแผ่นดินใหญ่ จะมีความหวังที่จะฝากข่าวสารไปถึงบ้าง ส่วนทหารแก่อีกกลุ่มที่มาเมื่อยังหนุ่ม เนื่องจากไม่มีการศึกษา อยู่ในไต้หวันก็ไม่สามารถหาคู่ครองได้ พวกเขาจึงต้องใช้ชีวิตอย่างเปลี่ยวเหงาและสิ้นหวัง ความหวังเพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือ ขอให้ได้กลับไปแผ่นดินเกิดไม่ว่าจะเป็นตอนยังมีชีวิตอยู่หรือว่าสิ้นบุญแล้วก็ตาม และความฝันของพวกเขาก็เริ่มมีวี่แววเป็นจริงขึ้น เมื่อพวกเขาได้รู้จักจากนักกฎหมายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน โดยเขาหนีมาไต้หวันตอนเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ ดังนั้น เขาจึงมีอายุอ่อนเยาว์กว่าเหล่าทหารแก่มาก นักกฎหมายคนนี้มาในฐานะที่ไม่มีอะไรเลย แรกๆที่มาถึงไต้หวันนั้น แม้แต่อาหารการกินยังต้องแย่งหมากิน แต่ด้วยความมุมานะ เขาจึงสอบทุนรัฐบาลเรียนต่อด้านกฎหมาย และภายหลังได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ เขาจึงมีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ วันหนึ่งเขาได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมแผ่นดินเกิด แต่เขาก็กลับมาไม่ทันได้เห็นหน้าคุณแม่ซึ่งเพิ่งจากเขาไปหนึ่งปีก่อนที่เขาจะกลับมา ความซาบซึ้งที่ได้พบหน้าพี่น้อง ญาติเพื่อนฝูง ทำให้เขามีความผูกพันกับแผ่นดินเกิดมากยิ่งขึ้น เขาได้นำเอาดินที่ตักจากบ้านเกิดกลับไปไต้หวันด้วยหนึ่งถุงใหญ่
เมื่อกลับไปถึงไต้หวัน เพื่อนบ้านที่เป็นชาวซันตงด้วยกัน ต่างก็มาห้อมล้อมเพื่อฟังเขาเล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับบ้านเกิด และเขาก็ได้นำเอาดินที่ตักมานั้น แบ่งให้กับเพื่อนบ้าน คนละช้อนสองช้อน ซึ่งหนึ่งในคนที่รับเอาดินนั้น คืออาจารย์ของเขาเอง ซึ่งมีอายุถึงแปดสิบปีแล้ว ด้วยสังขารร่วงโรยตามวัย มือของอาจารย์จึงสั่นตอนเวลา เมื่อได้รับดินจากแผ่นดินเกิดแล้ว อาจารย์ท่านนั้นทั้งมือสั่นตามสภาพร่างกายและความตื่นเต้น เมื่อเดินออกจากประตูบ้าน ลมพัดเหมือนจะกลั่นแกล้งโดยพัดเอาดินที่ถือว่าอยู่กระจายลงพื้นหมด อาจารย์ถึงกับทรุดกายลงก้มลงกับพื้นแล้วปล่อยเสียงร้องโฮด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง เพราะดินจากแผ่นดินเกิดของตัวเองได้หายไปแล้ว นักกฎหมายคนนั้นเมื่อเห็นอาจารย์เช่นนั้น จึงพยายามแบ่งดินที่เหลือ เหลือให้อาจารย์ได้กลับไปบ้าง
ด้วยความซาบซึ้งในแผ่นดินเกิดของชาวซันตงในไต้หวัน นักกฎหมายท่านั้นจึงตั้งปณิธานว่า จะต้องนำเพื่อนบ้านกลับแผ่นดินเกิดให้ได้ ใครที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอก็จะพาไปยามที่ยังมีชีวิต ส่วนคนที่ไม่มีกำลังทรัพย์นั้น เขาจะนำเอาเถ้าอัฐิบรรจุในภาชนะอย่างดี พร้อมทั้งภาพถ่ายและรายละเอียดรวบรวมเก็บไว้ที่บ้าน และปีหนึ่งเขาจะทำหน้าที่นำไปกลับส่งมอบถึงญาติในแผ่นดินใหญ่ทุกรายโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ และตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เขาได้ทำหน้าที่นี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง รวมแล้วได้ “ส่ง” ทหารแก่กลับบ้านไปแล้วห้าสิบกว่าราย และเขาตั้งใจที่จะทำเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง ถึงแม้ว่าตัวเองจะใม่ได้เป็นทหารแก่เหมือนพลพรรคที่เขาช่วยนำส่งกลับบ้านก็ตาม
สำหรับดินที่นำกลับมาจากบ้านเกิดนั้น นักกฎหมายคนดังกล่าวได้นำมาชงน้ำดื่ม โดยเขาได้บอกถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้ดื่มน้ำนั้นแล้วว่า มันหอม หวานอย่างบอกไม่ถูก….
ถึงตรงนี้ ผมไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนบางคนที่ต้องเร่ร่อนไปมาอย่างไม่มีจุดหมายที่แน่นอน จึงต้องทำวิถีทางที่จะขอกลับบ้านเกิดให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยต้นทุนสูงแค่ไหนก็ตาม แต่ทำไมจิตใจของเขามันชั่งแตกต่างจากทหารแก่ของเจียงไคเชคนัก พวกเขาแม้การศึกษาต่ำแต่จิตใจสูงส่งยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับใครคนนั้นที่ยอมทำทุกอย่างแม้จะต้องทำลายบ้านเกิดตัวเอง แล้วอย่างนี้จะกลับมาในสภาพที่บ้านเมืองฉิบหายย่อยยับแล้วมันจะมีประโยชน์อันใด
หมายเหตุ: ทนายความที่กล่าวถึงในเรื่องนี้คือ คุณกาวปิงหาน (高秉涵)ตอนเด็กนั้นเนื่องจากต้องการหนีภัยสงครามตามคำแนะนำของแม่ เลยติดตามขณะทหารของก๊กมิ่งตั๋งไปอยู่เกาะไต้หวัน ต้องต่อสู้ดิ้นรนตัวคนเดียวตามถนนในไทเป ขอทานยังชีพ บางมื้อต้องแย่งสนัขกิน แต่ด้วยความมุมมานจนสอบชิงทุนเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ หลังจากนั้นได้ทุนศึกษาต่อด้านกฏหมายในต่างประเทศ ในระหว่างอยู่ต่างประเทศเลยถึือโอกาสติดต่อกลับบ้านเกิดจนได้รับข่าวสาร และเดินกลับบ้านเกิดครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 1991 ที่หมู่บ้านเหอเจ๋อ ( 菏澤) มณฑลซันตง ปัจจุบันเปิดสำนักงานทนายความในไต้หวัน
สำหรับญาติในจีนแผ่นดินใหญ่นั้น น้าอา พี่สาวพี่สะใภัล้วนเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ และการเสียชีวิตในระหว่างสู้รบ ตอนที่กลับไปเยี่ยมบ้านนั้น คงเหลือพี่สาว พี่ชายบางคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ส่วนพี่สาวก็ได้จากไปด้วยโรคภัยในวัย 90 เมื่อปี 2006 ความหวังสุดท้ายในปัจจุบันคือ การส่ง”ทหารแก่” เพื่อนร่วมแผ่นดินเกิดกลับไปสู่บ้านเกิดให้ได้
Related posts:
- วันชาติจีน-พิธีสวนสนามฉลองก่อตั้งประเทศครบ 60 ปีสุดอลังการ (国庆60周年大阅兵) วันที่ 1 ตุลาคม 1949 หรือเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ประธานเหมาเจ๋อตงได้กล่าวกับประชาชนชาวจีนที่จตุรัสเทียนอันเหมิน 天安门 ณ...
- สายสัมพันธ์ไทย-จีนนับพันปี (中泰友好关系千年流) ปีนี้เป็นปีที่ 35 สำหรับการเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) ที่อดีตนายกรัฐมนตรี...







































10 Responses to “หอมแผ่นดินเกิด (祖国的香味)”
เนื่องจากบทความนี้มีเพื่อนฝูงจากเว็บไซต์ของคุณวิจิตร บุญชูติดตามเข้ามาอ่านและแสดงความเห็น หากแต่ความเห็นเหล่านี้ ได้โพสต์ไว้ในเว็บบอร์ดของคุณวิจิตร (www.wijitboonchoo.com) ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดสำหรับผู้รักเครื่องเสียงและเสียงเพลง แต่เห็นว่า ความเห็นเหล่านี้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน จึงขอคัดลอกเข้ามาไว้เว็บบล็อกแห่งนี้ให้ได้อ่านกันทั่วถึง โดยขอแยกตามความเห็นของแต่ละคนที่โพสต์ สำหรับใครที่อยากจะเข้าไปอ่านในเว็บบอร์ดของคุณวิจิตร ก็สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่ครับ
By admin on Mar 5, 2010
อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความอ้างว้างเดียวดายน่าดูครับ
Posted by : wijitboonchoo.com on 2010-03-05 17:18:48
By wijitboonchoo.com on Mar 5, 2010
อ่านแล้ว รู้สึกโดดเดี่ยวเดียวค่ะ
ว่าแต่เราก็เคยถูกพ่อแม่ส่งไปอยู่ New Zealand อยู่ประมาณ 4 ปี 1 เดือน ความรู้สึกก็คือ คิดถึงพ่อแม่ เพราะตลอดระยะเวลา 3 ปี พ่อสั่งห้ามกลับบ้านเด็ดขาดถ้าไม่ได้ปริญญาโทกลับมา (พ่อดุมาก ๆ ขอบอก)
Posted by : JIRATITIKARN on 2010-03-06 20:19:42
By JIRATITIKARN on Mar 6, 2010
ได้ลองไปอยู่ต่างประเทศสักปีแล้วจะรู้ว่า เมืองไทยของเราน่าอยู่ที่สุดในโลกครับ
Posted by : ราศีธนู on 2010-03-06 22:44:33
By ราศีธนู on Mar 6, 2010
ตอนนี้คนไทยลืมคุณค่า ความเป็นอย่แบบไทยๆ
ประนีประนอมอ่อนน้อมยอมรับกันและกัน
กลายเป็นคนคลั่งหน้ามืดตามัวหวังเอาชนะกันอย่างเดียว
น่าเสียดายที่เมืองไทยจะเกิดกลียุคก็เพราะคนไทยกันเองนี่แหละครับ
กรรมของคนไทย กรรมของประเทศ
Posted by : wijitboonchoo.com on 2010-03-07 09:19:30
By wijitboonchoo.com on Mar 7, 2010
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ไม่มีที่ไหนน่าอยู่เท่ากับบ้านเมืองของเราแล้ว บ้านเมืองและสิ่งแวดล้อมที่ New Zealand น่าอยู่ แต่ก็ไม่เหมือนที่นี่ แต่เป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ทำให้ผู้คนเปลี่ยนไปในทางที่ “บ้าคลั่ง” มาก ๆ อยากให้ทุกฝ่ายหยุด และหันกลับมาร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติ
Posted by : JIRATITIKARN on 2010-03-07 22:13:43
By JIRATITIKARN on Mar 7, 2010
พวกเห็นแก่ตัว ที่ชอบ “เอาสีข้างถู” ไปวันๆโดยไม่สนใจใคร เดือดร้อนยังไงไม่สนใจใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง….คิดแล้วเศร้าใจครับ.
Posted by : peterpan on 2010-03-08 09:14:36
By peterpan on Mar 8, 2010
ทุกวันนี้เห็นแต่มีการเรียกร้องให้คนไทย รักกัน สามัคคีกัน แต่ไม่ค่อยจะมีใครเรียกร้องให้รักชาติรักแผ่นดิน ความรักความสามัคคีจะมีประโยชน์อะไรถ้าเราใช้ความรกความสามัคคีในทางที่ผิด โดยเอามาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายแผ่นดินเกิด
Posted by : wave 2006 on 2010-03-08 11:17:11
By wave 2006 on Mar 8, 2010
ผมคิดว่า ณ ตอนนี้เมืองไทยเลยจุดที่จะมานั่งคุยกันด้วยเหตุด้วยผลกันแล้วล่ะครับ ได้แต่มานั่งภาวนาอย่าให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นมาอีกเลย เพราะเมืองไทยของเราบอบช้ำมากพอแล้วครับ.
Posted by : ราศีธนู on 2010-03-08 16:00:02
By ราศีธนู on Mar 8, 2010
“หอมแผ่นดินเกิด” คิดถึงความเป็นคนสุพรรณบุรี เป็นที่ยิ่ง ออกจากบ้านมาแต่นมแตกพาน ซึมซับ เอาความเป็นตัวตนของชาวสุพรรณไว้เต็มหัวใจ คิดถึงบ้าน เมื่ออ่านบทความ บางครังหลับกลางวันแล้วฝันถึงบ้านตืนมาความเหงา ความรู้สึกเก่า ๆ เข้ามาในภวัง ยากยิ่งจะบอกถึงความรูสึกคิดถึงบ้าน
Posted by : skp on 2010-03-09 13:04:34
By skp on Mar 9, 2010