จูยี่ปิง (朱亦兵)- เชฟปรุงเพลงคลาสสิกรสชาติจีน

ศิลปินเพลงคลาสสิกที่มาจากประเทศในเอเชีย คงมีไม่กี่ประเทศที่โดดเด่นมีชื่อเสียงระดับโลก โดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวตะวันตก ทั้งนี้หากมองย้อนประวัติศาสตร์หลายร้อยจนถึงนับพันปีที่ผ่านมา ประเทศในแถบยุโรปมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ดังนั้นงานศิลปะจึงได้รับการสร้างสรรค์ในช่วงเวลาดังกล่าว เช่นเดียวกับประเทศจีน ที่นักกวีเกิดขึ้นมากมายในสมัยราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองสุด ๆ ส่วนศิลปะด้านเพลงคลาสสิกนั้น เนื่องจากเป็นศิลปะของตะวันตกที่เพิ่มเกิดมาเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศในตะวันออกอยู่ในภาวะถดถอย แม้ว่าต้นราชวงศ์ชิง ประเทศจีนจะมีความเจริญก็ตาม แต่เนื่องด้วยราชสำนักในสมัยนั้นมองว่าประเทศตนเป็นศูนย์กลางของโลกจึงไม่จำเป็นต้นรับเอาอะไรจากโลกภายนอกอีก จนถึงปลายยุคราชวงศ์เมื่อจีนถูกประเทศชาติตะวันตกต่าง ๆ “รุมกัด” แบบหมาหมู่ถึงเริ่มหูตาสว่างว่า ประเทศตะวันตกเขาเจริญล้ำหน้าประเทศจีนไปมากแล้ว

อาณาจักรน่านเจ้า (南诏国)- แผ่นดินบรพพบุรุษไทย? (1)

จากตำราประวัติศาสตร์ไทยยุคหนึ่ง พวกเราเคยถูกปลุกฝังความเชื่อว่า อาณาจักรน่านเจ้าคือถิ่นบรรพบุรุษของไทยยุคปัจจุบัน เช่นเดียวกับข้อสันนิษฐานที่ว่า คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานสองประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงสามารถรวมอยู่ในความคิดของนักประวัติศาสตร์ นักวิชาการไทยในยุคนั้น ซึ่งในประเด็นของเทือกเขาอัลไตนั้น ผมเคยตั้งข้อสังเกตไม่เห็นด้วยดังที่ลงในบล็อกนี้แล้วก่อนหน้านี้ (คนไทยไม่ด้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต?) ส่วนประเด็นของอาณาจักรน่านเจ้านี้ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตแย้งเช่นกัน ส่วนถูกผิดประการใดนั้น คงต้องให้ท่านผู้รู้ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องตลอดจนนักประวัติศาสตร์ชี้แจง และขอน้อมรับด้วยความเคารพครับ อาณาจักรน่านเจ้าหรือในภาษาจีนเรียกกว่า “หนานจ้าวกั๊ว (南诏国)” เป็นอาณาจักรรุ่งเรืองในช่วงปีค.ศ. 738 ที่เริ่มสถาปนาและล่มสลายในปีค.ศ.902 (บางตำราบอกปี 937) ซึ่งเป็นยุคที่ไล่เลี่ยกับยุคของราชวงศ์ถัง (唐 ค.ศ. 617 – 907)ยุคที่ประเทศจีนเจริญสุดขีดและถือเป็นศูนย์กลางความเจริญของโลกในสมัยนั้น โดยอาณาจักรน่านเจ้ามีที่ตั้งอยู่บริเวณหยุนหนานของจีน มีพื้นที่ครอบคลุมทางทิศตะวันออกจรดกว่างซี (广西)กุ้ยโจว (贵州)ทิศเหนือจรดเมืองเฉิงตู (成都)มณฑลเสฉวน ทิศตะวันตกจรดประเทศอินเดียและทิศใต้จรดเวียดนามและดินแดนสุวรรณภูมิ (ลาว ไทย พม่าในปัจจุบัน) แม้ว่าดินแดนดังกล่าวจะมีชนชาติต่าง ๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ศูนย์อำนาจหลักอยู่ในมือของชนชาติหยี (彝族)ตลอดสองร้อยกว่าปีที่ธำรงความเป็นอาณาจักรนั้น      

อาณาจักรน่านเจ้า (南诏国)- แผ่นดินบรพพบุรุษไทย? (2)

เมื่อได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของอาณาจักรน่านเจ้า หรือหนานจ้าวกั๊วแล้ว ความเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถต่อกรได้กับราชวงศ์ถังซึ่งขณะนั้นเรืองอำนาจปกครองประเทศจีนจนกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญ การค้าของโลกในสมัยนั้น นี่จึงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ถูกหยิบฉวยนำเอาประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของหนานจ้าวมาเป็นประวัติศาสตร์ของเราโดยเพียงเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของหนานเจ้าไม่น่าจะเพียงพอที่จะตั้งข้อสมมติฐานเช่นนั้นได้ เพราะหากวิเคราะห์กันตามลักษณะต่าง ๆ ทั้งปัจจัยด้านวัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนด้านอื่น ๆ แล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่หนานจ้าวจะเป็นดินแดนแห่งบรรพบุรุษของเราในอดีต โดยขอแยกวิเคราะห์และตั้งข้สังเกตดังนี้  

เกาะไต้หวันหรือประเทศไต้หวัน (台湾国?)

ผมมักจะเจอน้อง ๆ นักศึกษาถามบ่อย ๆ เกี่ยวกับประเทศไต้หวันหรือเกาะไต้หวัน ขณะเดียวกันก็ได้ยินทั้งคนที่อยู่ในวงการสื่อ (บางคนอยู่ในสื่อชั้นนำซะด้วย) มักจะเรียกไต้หวันว่า “ประเทศไต้หวัน” บ่อย ๆ สำหรับน้อง ๆ นักศึกษาก็คงถือเป็นเรื่องปรกติที่อาจเกิดความสับสนเข้าใจผิด โดยเฉพาะเมื่อได้รับข้อมูลจากสื่ออย่างผิด ๆ แต่สำหรับคนที่อยู่วงการสื่อนี่สิ ไม่น่าจะสับสน แล้วตกลงมันเป็นประเทศไต้หวันหรือไม่ และประเทศไต้หวันมีอยู่ในโลกจริงหรือไม่ ก็ขอฟันธงเลยว่า “ประเทศไต้หวัน” ไม่มีและไม่เคยมีในโลกนี้ เพราะไต้หวันนอกจากเป็นชื่อเกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน (อันดับสองคือ เกาะไหหลำหรือไห่หนาน-海南) แล้ว ยังเป็นชื่อมณฑลหนึ่งใน 34 มณฑลของจีน เหตุที่บอกว่าไม่มี “ประเทศไต้หวัน” ในโลกนี้ เนื่องจากหากไล่ตามประวัติศาสตร์จีนก็จะเห็นว่า นับตั้งแต่ดร.ซุนยัดเซ็น (孙中山)โค่นล้มราชวงศ์ชิงแล้วสถาปนาสาธารณรัฐจีน (中华民国)ในปี 1912 และก็ใช้ชื้อนี้ในฐานะตัวแทนประเทศจีนในองค์การสหประชาชาติจนถึงปี 1971 ซึ่งเป็นปีที่ทางองค์การสหประชาชาติยอมรับประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国)ของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในกรุงปักกิ่งแทนรัฐบาลของเจียงไคเชคจากกรุงไทเปในเกาะไต้หวัน และองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งประเทศต่าง ๆ เกือบทุกประเทศในโลก (ยกเว้นประเทศเล็กประเทศน้อยไม่กี่ประเทศในอเมริกาใต้และอัฟริกาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกรุงไทเป) ต่างยอมรับว่าประเทศจีนมีเพียงจีนเดียว นั่นคือ ประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีน และไต้หวันก็ถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศจีน ไม่ใช่รัฐอิสระ  

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง (4) – ร่วงแล้วฟื้น

ยุครุ่งเรืองยุคต้นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกงในช่วงทศวรรษ 1970 -1980 ผู้ครองแชมป์อย่างชอว์ บราเดอร์สนั้น ไม่คาดคิดว่าจะต้องเจอคู่แข่งที่มาจากลูกหม้อของตัวเอง ด้วยความประมาทที่ถือว่าตัวเองมีทั้งบารมี ทรัพยากรทั้งด้านเงินทองและบุคลากรจึงประเมินค่าโกลเด้น ฮาร์เวสท์ที่ถือว่านอกจากฝีมือแล้ว โชคอย่างเข้าข้างตลอดจนกลายเป็นคู่แข่งและคู่แค้นของชอว์ฯแบบไม่เผาผีกัน  จนในที่สุดในปี 1985 ชอว์ก็ต้องยุติบทบาทางจอเงินของตัวเองโดยหันไปเอาดีทางจอแก้วแทน        

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง (3) – โกลเด้นฮาร์เวสท์ผงาดทาบรัศมีชอว์ฯ

หลังจากที่ชอว์บราเดอร์สสร้างภาพยนตร์ภาษาจีนกลางด้วยเทคนิคใหม่ ๆ และคุณภาพที่เหนือว่าในยุคทศวรรษ 1970 ทำให้หนังกวางตุ้งซึ่งต้องเผชิญกับศึกสองด้านคือ ภาพยนตร์ภาษาจีนกลางกับรายการทีวีภาษากวางตุ้งจนรับศึกไม่ไหว ในปี 1972 จึงไม่มีการสร้างหนังกวางตุ้งออกมาแม้แต่เรื่องเดียว ทำให้ชอว์บราเดอร์หมดคู่แข่งไปอีกรายหลังจากที่ขจัดเตี้ยนม่าว (หรือคาเธ่ย์) ไปแล้วก่อนหน้านั้น แต่อย่างที่กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า นี่ไม่ใช่ชัยชนะของชอว์บราเดอร์ส เพราะสงครามเพิ่งจะเริ่มต้น

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง (2) – ยุครุ่ง

ตอนที่แล้ว เราได้ปูพื้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง และได้เล่าประวัติความเป็นมาในยุคตั้งไข่จนถึงยุคสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และก็จบลงด้วยความตกต่ำของอุตสาหกรรมด้านนี้ที่ถึงขั้นดิ่งเหวลึก เพราะหลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นยึดเกาะฮ่องกงจากอังกฤษในปี 1941 อุตสาหกรรมด้านนี้หยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง คงเหลือเพียงภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อและประเภทเนื้อหาต่อต้านอังกฤษที่สร้างโดยชาวญี่ปุ่นไม่กี่เรื่องเท่านั้น ที่เลวร้ายที่สุดคือ ภาพยนตร์ที่สร้างไว้ก่อนปี 1946 ทั้งหมด 600 กว่าเรื่องถูกญี่ปุ่นทำลายทิ้งเพื่อสกัดกรดเงินมาใช้ในกองทัพ จึงมีภาพยนตร์เหลือรอดตกถึงปัจจุบันนี้ไม่ดึง 1 เปอร์เซ็นต์ แม้หลังสงครามยุติไปแล้ว ในช่วงต้นก็ยังคงไม่ฟื้นตัว เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้หยุดชะงักไปถึง 4 ปี แล้วช่วงสงครามทำให้เข้ายากหมากแพง อีกทั้งหลังสงครามนั้น ผู้สร้างภาพยนตร์ในเซี่ยงไฮ้ที่มีแนวคิดเอียงซ้ายจำนวนมากก็ต้องหนีการจับกุมของรัฐบาลเจียงไคเชค และส่วนใหญ่จะหนีไปอยู่ฮ่องกง ดังนั้น ช่วงนี้ภาพยนตร์ภาษาจีนกลางจึงกลับมาบูมอีกครั้ง          

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง (1)

ภาพยนตร์จีนฮ่องกงถือว่าอยู่คู่กับคนจีนโพ้นทะเลมาช้านาน จึงถึงกับกล่าวกันว่า “ที่ใดมีคนจีน ที่นั่นจะต้องมีเงาของภาพยนตร์ฮ่องกง” ซึ่งเป็นคำพูดไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนจากดินแดนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่แล้ว ต้องถือว่าเทียบกันไม่เห็นฝุ่น และเมื่อเทียบระดับโลกแล้ว จะเป็นลองก็เพียงประเทศอเมริกาที่ฮอลลีวูดยังคงครองแชมป์การผลิตภัณฑ์ภาพยนตร์อันดับหนึ่งของโลกตลอดกาล อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮ่องเคยรุ่นเรืองถึงขีดสูงสุด โดยเฉพาะช่วงหนึ่งทศวรรตก่อนที่สัญญาเช่าที่รัฐบาลจีนทำไว้กับอังกฤษในปลายยุคราชวงศ์ชิงจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 1997 นั้น ถือเป็นยุคทองเลยทีเดียว

ซุนหงอคงปะทะสไปเดอร์แมน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์จีนฟอร์มเล็กเรื่องหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีใครคาดคิดว่า หนังที่ใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 8 แสนหยวน (ประมาณ 4 ล้านบาท) จะสามารถครองใจผู้ชมเหนือกว่าภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากกว่าถึงสิบเท่าทั้งจีนและฝรั่งอย่างเหลือเชื่อ และภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ตอนเดียวจบที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนเมื่อต้นปีนี้เอง ซึ่งไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แต่อย่างใด ส่วนเหตุผลกลใดถึงได้รับความนิยมเช่นนั้น คงต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า ก็ต้องชมกันเอง

ตำนานวันแห่งความรัก – (牛郎织女-七夕节的来源)

เรื่องราวดี ๆ ในโลกนี้มักจะต้องผูกกับเลขเจ็ดซึ่งผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ใครเป็นคนกำหนดว่า สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจะต้องมีแค่เจ็ด ทำไมไม่มากหรือน้อยกว่านี้ และในหนึ่งสัปดาห์ทำไมถึงต้องมีแค่เจ็ดวัน หากยึดตามพระคัมภีร์ไบเบิลก็ต้องอธิบายว่า ตอนที่พระเจ้ากำลังสร้างโลกนั้น พระเจ้าได้ใช้เวลาถึงห้าวันในการสร้างสรรพสิ่ง แล้วก็พักผ่อนสองวันเพื่อให้มนุษย์ใช้เวลาในการนมัสการพระเจ้าหนึ่งวันและพักผ่อนอีกหนึ่งวัน เท่ากับว่าพระเจ้าให้ความสำคัญกับเลขเจ็ดตั้งแต่ยังไม่มีมนุษย์ในโลกนะเนี่ย

error: กรุณาเคารพทรัพย์สินทางปัญหาของผู้อื่น ต้องการข้อมูลกรุณาติดต่อ Admin ที่ thaichineseweb@yahoo.com