ชาวจีนและอั้งยี่ภูเก็ต (普吉华人与红字派)
Posted by admin on
July 4, 2009
ภูเก็ตเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์จนได้รับการขนานนามว่า เกาะเงิน เกาะทอง และเป็นที่หมายตาของพวกฝรั่งนักล่าอาณานิคมทั้งหลายที่พร้อมจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ทั้งใต้แผ่นดินและผืนน้ำแห่งนี้
สำหรับชาวจีนนั้นได้อพยพเข้ามาอยู่ภูเก็ตตั้งแต่ยังเป็นเกาะที่รกร้างว่างเปล่า เพื่อเข้ามาแผ้วถางทำกิน ราวรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ภูเก็ตก็เริ่มมีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยแล้ว ในปี พ.ศ. 2367 มีชาวจีนฮกเกี้ยนจำนวนมากได้อพยพมาตั้งรกรากบริเวณบ้านกระทู้เพื่อทำเหมืองแร่ และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปลายรัชกาลที่ 3 ซึ่งชาวจีนที่อพยพมาอยู่นั้นมีทั้งคนงานเหมืองแร่ ชาวสวนเกษตร แรงงานฝีมือตลอดจนพ่อค้า เป็นต้น ทำให้จำนวนคนจีนในบริเวณนี้มีมากกว่าคนพื้นเมืองในขณะนั้นเสียอีก นอกจากคนจีนฮกเกี้ยนแล้ว ยังมีคนจีนแต้จิ๋ว คนจีนแคะและคนจีนไหเหลำ จนถึงปี พ.ศ. 2398 ก่อนที่จะเกิดสนธิสัญญาบราวริ่ง ภูเก็ตคือเมืองที่สามารถเพิ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องเพิ่งพาการสนับสนุนจากส่วนกลาง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมๆกับการขยายตัวของธุรกิจเหมืองแร่ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2435 เป็นต้นมา มีเรือสำเภาที่เดินทางจากประเทศจีนมาขึ้นฝั่งที่ภูเก็ตโดยตรง ยิ่งทำให้ปริมาณคนงานเหมืองแร่ชาวจีนเพิ่มทวีขึ้น ซึ่งประมาณว่า เฉพาะที่ภูเก็ตที่เดียว ก็มีชาวจีนถึง 8,984 คน ที่ตะกั่วป่าประมาณ 4,000 คน ระนอง ประมาณ 3,000 คน ในปี พ.ศ. 2446 ซึ่งมีการบันทึกทะเบียนราษฎร์กันแล้ว พบว่า ในภูเก็ตมีชาวจีนอยู่ถึง 32,408 คน นอกนั้นกระจายไปตามจังหวัดข้างเคียง เช่น ที่นครศรีธรรมราชมีชาวจีน 9,303 คน ชุมพร 3,129 คน โดยชาวจีนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เข้ามาใช้แรงงาน และหยาดเหงื่อเพื่อสร้างสรรค์ความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน ซึ่งเฉพาะภาษีที่เก็บจากคนงานเหมืองแร่เหล่านี้โดยเฉลี่ย 40 บาทต่อคนต่อปี ในขณะนั้น เฉพาะค่าภาษีรวมกับภาษีฝิ่นในภูเก็ตแห่งเดียว สามารถเก็บได้สูงถึง 240,000 บาท ต่อปี ในขณะที่จังหวัดภาคใต้ที่เหลือรวมกันเก็บได้เพียงปีละ 190,000 บาทเท่านั้น
เมื่อมีชาวจีนอพยพเข้ามามากขึ้น สิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือการศึกษา ชาวจีนในภูเก็ตเริ่มมีการจัดการสอนภาษาจีน โดยรูปแบบการสอนแบ่งออกเป็นสามรูปแบบคือ การสอนที่บ้าน สอนที่วัดหรือศาลเจ้า และสำหรับคนที่มีฐานะจะส่งบุตรหลานไปเรียนที่เกาะปีนังประเทศมาเลเซีย หรือประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2455 รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้ก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนอย่างเป็นทางการจากทางการ คนจีนในภูเก็ตจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนขึ้นมาสามแห่งคือ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ตลาดใหญ่ สอนภาษาไทย จีน อังกฤษ ถือเป็นสถาบันระดับสูง ส่วนอีกสองแห่งตั้งอยู่ที่กระทู้ หลังจากนั้น มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง ส่วนการเรียนการสอนในขณะนั้น จะเน้นเรื่องของความรักชาติรักมาตุภูมิจีนเป็นสำคัญ จึงเป็นที่กังกลของทางการไทยว่า หากปล่อยให้สอนเช่นนี้ต่อไป อีกหน่อยชาวจีนเหล่านี้จะควบคุมประเทศไทยในที่สุด ดังนั้น ในปี 2459 และปี 2461 จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น โรงเรียนสอนภาษาจีนทั้งหมดถูกสั่งปิดหมด และเปิดอีกครั้งหลังสงครามในชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนจังหวัดภูเก็ต (普吉府学校)” และตอนหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนภูเก็ตจุงหัว (普吉中华学校)
ในปี 2446 นายสวี่ซินเหม่ย (许心美 เข้าใจว่าเป็นคนเดียวกับพระยารัษฎานุประดิษฐ์ – ผู้เขียน)บุตรชายของนายสวี่ซื่อจาง (许泗璋)ดำรงตำแหน่งมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เขาได้แย่งคนจีนออกเป็นห้ากลุ่มคือ 1.) กลุ่มที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ไม่ข้องแวะการเมือง 2.) ลูกหลานจีนที่เกิดในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มนี้โดยพื้นฐานจะกลมกลืนไปกับสังคมในท้องถิ่นอยู่แล้ว 3.) กลุ่มที่ได้รับการคุ้มครองจากชาวตะวันตกตามสิทธิสภาพนอกอาณาเขต 4.) สมาชิกพรรคปฏิวัติที่ต่อต้านราชวงศ์ชิง 5.) กลุ่มที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง โดยสามกลุ่มหลังจะถูกทางรัฐบาลติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดทุกฝีก้าว
ทั้งนี้ เนื่องจากในภูเก็ตมีสมาคมลับของชาวจีนกลุ่มต่างๆ ทั้งอั้งยี่ (红字)สมาคมหงเหมิน (洪门)เป็นต้น โดยชาวอังกฤษที่อยู่ในปีนังได้ล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2342 แล้วว่ามีการจัดตั้งสมาคมลับของชาวจีนในปีนัง และสมาคมเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในภูเก็ตในปี 2353 ในปี 2410 กลุ่มของเปิ่นโถวกง (本头公)กับกลุ่มของเจี้ยนเต๋อ (建德)เกิดแย่งชิงสายน้ำล้างแร่ จึงก่อการจลาจล และต่างฝายต่างวางเพลิงเผาสิ่งก่อสร้างของกันและกัน จนทางการต้องส่งกำลังทำหารจากเมืองหลวงเข้าไปปราบ ในปี 2419 กลุ่มของเปิ่นโถวกง (本头公)ลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายอีกครั้ง ด้วยความไม่พอใจที่ทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ให้ความเป็นธรรม ปี 2418 เกิดความขัดแย้งระหว่างอั้งยี่ด้วยกันในตะกั่วป่าและถลาง ปี 2424 เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในกลุ่มอั้งยี่ด้วยกันในตะกั่วป่า สมาชิกอั้งยี่ 300 คน จากทั้งหมด 3500 คน ขอแยกทางกันเดิน และเกิดการฆ่าฟันกันเองจนเสียชีวิตไปจำนวนมาก เฉพาะความขัดแย้งที่กระทู้ครั้งหนึ่งระหว่างกลุ่มของเจี้ยนเต๋อ (建德)ที่เข้าปิดล้อมฆ่าวางเพลิงกลุ่มของ เปิ่นโถวกง (本头公)ก็มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 416 ราย และในระหว่างปี 2367 – 2453 กลุ่มอั้งยี่ได้ก่อเหตุรวมกันไม่น้อยกว่า 16 ครั้ง ทางการจึงต้องใช้มาตรการเพิ่มกำลังทหาร เลือกชาวจีนที่ได้รับความยอมรับในท้องถิ่นเป็นเจ้าเมือง ปรับปรุงเรื่องค่าจ้างผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายให้ลงตัว และป้องกันความขัดแย้ง
แม้แผ่นดินภูเก็ตทุกวันนี้จะไม่มีแร่เหลือให้ขุดอีกแล้ว แต่ความเป็น “เกาะเงิน เกาะทอง” ก็ยังคงอยู่คู่กับภูเก็ต หยาดเหงื่อ คราบเลือดของบรรพชนชาวจีนที่เข้ามาแผ้วทาง ก่อสร้าง นำความเจริญสู่ภูเก็ตถือเป็นคุณูปการที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ และภูเก็ตก็ยังคงเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน” ที่เปล่งประกายต่อไป
หมายเหตุ ข้อมูลบางส่วนได้เรียบเรียงมาจากหนังสือ “泰国华侨华人研究” โดย 洪林,黎道光 – 香港社会科学出版社有限公司 2006 年4月ดังนั้น ชื่อบุคคล สถานที่จึงอาจออกเสียงไม่ตรงตามที่เราคุ้นเคย
Related posts:
- สมาคมอั้งยี่ (洪门)- สมาคมลับอิทธิพลมืด? คำว่าอั้งยี่สำหรับคนไทยนั้น ถือเป็นคำที่น่ากลัว น่าเกลียดน่าชัง เพราะว่าหากใครโดนข้อหา “มีการกระทำอันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร” (จะสังเกตว่า บ้านเรามักจะนำคำว่าอั้งยี่รวมกับซ่องโจร) ถือเป็นโทษร้ายแรงที่อาจถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว ทำไมคำว่าอั้งยี่จึงดูเลวร้ายและร้ายแรงถึงเพียงนั้น...
- โฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดที่เยาวราช (泰国唐人街事件的真面目) เหตุการณ์นองเลือดที่ถนนเยาวราชเมื่อวันที่ 21 กันยายน ปี 2488 สำหรับลูกหลานจีนรุ่นพวกเราคงมีน้อยคนที่จะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น หากจะรู้บ้างก็คงจะเป็นข้อมูลจากทางการไทย ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลของทางการไทยก็ต้องกล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากการก่อความวุ่นวายของชาวจีนเอง...
- ดร.ซุนยัดเซ็นกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติในสยาม (孙中山在暹罗之革命活动) ดร.ซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน (孙中山)ตามสำเนียงภาษาจีนกลาง (ต่อไปนี้จะขออนุญาตเรียกดร.ซุนจงซันแทนซุนยัดเซ็นที่คนไทยคุ้นเคย โดยคำว่ายัดเซ็น หรือมาจากภาษาจีนว่า ยี่เซียน逸仙) ในช่วงที่ท่านก่อการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงนั้น...






































