ตระเวนตลาดเครื่องเสียงกว่างโจว ตอนที่ 1 : Hi! ไห่ยิ่น
Posted by admin on
April 14, 2009
เชื่อว่าแฟนๆ ThaiChinese.Net จำนวนหนึ่งคงมีประสบการณ์กับการไปช็อปปิ้งในกว่างโจวหรือที่อื่นๆในประเทศจีน แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับฮ่องกงมากกว่า อาจจะด้วยความรู้สึก และภาพลักษณ์เก่าๆที่ยังฝังใจว่า ประเทศจีนเป็นประเทศยากจน ล้าสมัย ดังนั้นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยหรือราคาแพงคงไมใช่แหล่งที่จะไปหาซื้อกัน แต่ถ้าจะซื้อสินค้าประเภทโคลนนิ่ง น่าจะถือว่าไปถูกที่ถูกทางมากกว่า การคิดเช่นนี้ก็ถือว่าถูกบางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นแรก เพราะทุกวันนี้ ชีวิตชาวกว่างโจว (ขอย้ำก่อนว่า ผมเน้นเฉพาะชาวกว่างโจว ไม่ใช่ชาวจีนทั้งหมด) ชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมน่าจะดีกว่าคนไทยส่วนใหญ่ในวันนี้ แต่ถ้าหากเปรียบเทียบเมื่อสมัย 10 – 20 ปีกว่า นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้มันกลับตาลปัตรกัน โดยเฉพาะค่าครองชีพที่ต่ำกว่าเมืองไทยอย่างน่าอิจฉา อย่างอาหารการกินสำหรับร้านทั่วไป ราคาจานละ 5 หยวน (คูณด้วย 4.50 – 5 บาท/หยวน แล้วแต่ว่าเราจะไปแลกเงินที่ไหน ถ้าแลกกับธนาคารก็บอกได้เลยขาดทุนเห็นๆ เพราะเวลาขายเราคิด 5 บาทกว่า แต่เวลาซื้อคืนจากเราให้แค่ 3 บาทกว่าไม่เต็ม 4 บาท ส่วนที่ผมไปคราวนี้อาศัยเงินหยวนของเพื่อนที่อยู่เมืองจีน โดยจ่ายให้เขาหยวนละ 4.50 บาท) อาหารจาน 5 หยวนของเขามากทั้งปริมาณทั้งข้าวทั้งกับ และความอร่อย ส่วนค่ารถเมล์ร้อย 1 หยวน เมล์แอร์ 2 หยวนตลอดสาย รถไฟใต้ดินเริ่มต้น 2 หยวน ส่วนตลอดสายไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เคยนั่งสุดสาย แต่คิดว่าอยู่ประมาณ 5 หยวน การไปเที่ยวนี้กลับมา ทำให้ผมกลายเป็นคนประหยัดขึ้นเยอะ เพราะกลับมาเห็นอะไรก็แพงไปหมด จ่ายไม่ลง ยกตัวอย่างขนมทาร์ท (tart) ไข่ที่ใครไปฮ่องกงต้องชิม ผมไปกว่างโจวคราวนี้เลยต้องทานให้หายอยาก ด้วยราคาที่แสนเบาประเป๋า แต่หนักท้อง คือราคาแค่ 2 หยวนต่อ 3 ชิ้น พอกลับกรุงเทพฯเห็นในร้านขนมของญี่ปุ่น ราคาชิ้นละ 25 บาท (หนากว่านิดหน่อย) โอ้ย จะเป็นลม
การไปช็อปปิ้งในกว่างโจวอาจแตกต่างจากในฮ่องกง เหตุผลประการหนึ่งคือ จำนวนประชากรของมณฑลกวางตุ้งที่มีสูงถึง 95 ล้านคน และในตัวเมืองกว่างโจวแห่งเดียวก็มีถึง 7 ล้านกว่าคน ฉะนั้นแหล่งช็อปปิ่งที่นี่จึงรวมศูนย์สินค้าแต่ละประเภทเป็นจุด ๆ และเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ความจริงต้องบอกว่าขนาดยักษ์ถึงจะถูก ยกตัวอย่างศูนย์จำหน่ายคอมพิวเตอร์ไท่ผิงหยาง ที่จะมีอาคารที่เป็นศูนย์จำหน่ายคอมพิวเตอร์ 4 – 5 ชั้นเรียงรายกัน 4 – 5 ตึก ใครอยากซื้อในราคาปลีก หรือราคาส่ง ติดต่อได้ตามอัธยาศัย ส่วนใครที่กลัวว่า จะโดนหลอกหรือโดนฟันนั้น เท่าที่ผมได้พูดคุยหลายร้านบังไม่เจอครับ ไม่ทราบว่าเขาเห็นว่าผมเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่า เพราะพูดภาษาเดียวกัน

สำหรับเรื่องเรื่องโดนหลอกโดนฟันนั้น ท่านผู้อ่านคงได้อ่านจากกระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆในเรื่องประสบการณ์อันเลวร้าย ส่วนตัวผมเอง เช้าวันที่จะเดินทางออกจากบ้านเพื่อนในกว่างโจว โดยบอกเขาว่าจะไปไห่ยิ่น (海印)เพื่อนก็กำชับนักกำชับหนาว่า ให้ระหว่างจะโดนฟันนะถึงแม้จะพูดภาษาจีนก็ตาม แต่ถ้าเขารู้ว่าเป็นคนมาจากต่างถิ่น ก็ไม่เว้น ดังนั้น ถ้าอยากซื้อของจริงๆ ก่อนตัดสินใจให้โทรไปถามเขาก่อน แล้วเขาจะสอบถามจากพรรคพวกที่อยู่ศุลกากรเพื่อเช็คราคากลางให้ ผมฟังแล้วก็รู้สึกหนาวๆเหมือนกัน มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ก็รับความหวังดีของเพื่อนใส่ใจไว้
การเดินทางไปไห่ยิ่นนั้นไม่ยากครับ หากใครไม่นั่งแท็กซี่ก็ใช้รถเมล์นั่นแหละง่ายและสะดวกสบายที่สุด (ส่วนรถไฟใต้ดินไปไม่ถึงครับ ลงจากรถไฟยังต้องต่อรถเมล์อีกอย่างน้อยหนึ่งต่อ) การนั่งรถเมล์ในกว่างโจว ถ้าใครอ่านภาษาจีนออกจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะที่ป้ายรถเมล์จะมีบอกอย่างละเอียดว่า รถสายไหนผ่านสถานที่ไหนบ้าง และบนรถจะมีเสียงประกาศก่อนถึงทุกป้ายเหมือนกับรถไฟฟ้า
ไห่ยิ่นเป็นสถานที่อันเป็นศูนย์รวมของเครื่องไฟฟ้าทุกประเทศ เช่นโทรศัพท์มือถือ เครื่องไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ (ไม่มากนัก เพราะศูนย์ใหญ่ไปอยู่ที่ไท่ผิงหยาง-太平洋) เครื่องเสียงชั้นนำต่างๆ ผมไปถึงก็เดินสุ่มเอา เพราะยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ผมจึงเริ่มต้นที่ศูนย์โทรศัพท์มือถือก่อน สำหรับโทรศัพท์มือถือนั้น ที่นี่คงเทียบไม่ได้กับซ่ายเก๋อที่เซินเจิ้น เพราะที่เซินเจิ้นเป็นทั้งแหล่งผลิต และผลิตจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน แต่ที่ไห่ยิ่นก็คึกตัดไม่น้อย โดยเฉพาะชาวต่างชาติหัวดำ (ที่นี่หาต่างชาติหัวแดงยากเหลือเกิน เพราะการที่จีบเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศในอัฟริกา จึงทำให้ชาวอัฟริกาเข้ามามากเหลือเกิน และเท่าที่สังเกตจะเป็นลูกค้าโทรศัพท์มือถือ และสินค้าโคลนนิ่งเสียส่วนใหญ่) ส่วนผมเองก็ได้คุยกับบางร้าน เพื่อขอชมโทรศัพท์ไอโฟนโคลนนิ่ง ก็คุยกันได้ด้วยดี แต่รู้สึกฝีมือการโคลนยังไม่ค่อยถึงขั้น ดูยังไงก็เหมือน “แอปเปิ้ลเน่า” เสียมากกว่า
ก่อนที่จะข้ามฟากไปสู่อีกฝั่งของถนน ผมได้เดินดูแผ่นซอฟแวร์ สำหรับแผ่นซีดีเพลงจีนของแท้ที่นี่จะขายที่ราคา 38 – 40 หยวน ถ้าซื้อในร้านหนังสือซินหัว (ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่มีอยู่ทุกแห่ง) จะขายที่ 45 หยวน (ประมาณ 180 – 220 บาท) ส่วนแผ่นดีวีดีนั้น แผ่นแท้ที่เป็นแผ่นจีนราคาประมาณ 17 – 20 หยวน พวกนี้จะคล้ายๆกับแผ่นเล้าซี่ซีดี เออ..อีซี่ซีดีในบ้านเรา คือมีเพียงภาษาเดียว ทั้งเสียงและคำบรรยาย สำหรับของจีนจะมีการโฆษณาในตอนต้น และระหว่างเนื้อหาในภาพยนตร์จะมีโฆษณาแทรกที่ขอบจอบนหรือล่างเป็นระยะ ก็พอรับได้ ส่วนแผ่นปรกติที่เลือกเสียง เลือกซับได้ (ส่วนใหญ่เป็นหนังฝรั่ง) ราคาประมาณ 45 หยวน นี่ขนาดแผ่นแท้ยังถูกขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นแผ่นผีมันจะขนาดไหน มันจะถูกกว่าแผ่นแม่สายบ้านเราหรือไม่ ชักอยากรู้แล้วสิ
ถ้าอย่างนั้น ตามผมมาข้ามไปถนนอีกฝากครับ ทางฝั่งที่เป็นที่ตั้งร้านแมคโดนัล ฝั่งนี้จะเป็นแหล่งรวมเครื่องเสียไฮเอ็นด์กลุ่มใหญ่ที่ตั้งอยู่ในอาคารชั้นเดียว หรือสองชั้น ตอนแรกกะว่าจะขอเดินดูผ่านๆตาก่อนว่า มีอะไรบ้าง แล้วจากนั้นค่อยมาเก็บรายละเอียดในส่วนที่สนใจ ระหว่างที่เดินๆอยู่เข้าไปในซอยลึกพอควร ก็มีแม่ค้าทักทายว่า “ฟาซาวเพี่ยน” (แผ่นออดิโอไฟล์มั๊ยค่ะ) เอ…รู้ได้ไงหว่า ว่าผมกำลังเดินหาอยู่ อ้าว..เลยถามกลับว่า “ตัวส่าว 多少?” (ราคาเท่าไรครับ) “สืออู่ไคว่ 十五块” (สิบห้าหยวนค่ะ) ไอ้หยา…หูไม่ได้ฝาดนา แต่ก็ไม่วายเอานิสัยคนซื้อชอบต่อมาใช้ บอกเขาว่าแพงไปมั่ง เขาเลยถามว่าจะซื้อสักกี่แผ่น ผมเลยบอกว่า สัก 4 – 5 แผ่น เขาเลยสร้างความหวั่นไหวให้กับหัวใจหนักเข้าไปอีก (หวั่นไหวที่จะต้องเสียสตางค์) เธอบอกว่า “สือไคว่ 十块” เย่…ตัดอู่ไปหนึ่งตัว ก็แปลว่าเหลือสิบหยวนละสิ หรือ 45 บาท เอาก็เอา(ว่ะ) ต่อแล้วไม่เอาเดี๋ยวโดนตึ๊บ เขาเลยพาผมไปอีกที คราวนี้แหละที่หัวใจผมหวั่นจริงๆ กลัวจะถูกพาไปลอกคราบ ดีที่เดินไปไม่ถึง 10 เมตร พาเข้าไปในบ้านอีกหลัง ค่อยใจชื้นหน่อย เพราะข้างในมีลูกค้ากำลังเลือกแผ่นอยู่ 2 – 3 คน ข้างในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีทั้งเพลงจีน เพลงฝรั่ง เพลงคลาสสิก แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ แต่เนื่องจากไม่ได้สนใจดีวีดี จึงตั้งหน้าตั้งตาหาแต่แผ่นซีดีเพลง เมื่อกี้เพิ่งดูแผ่นแท้มาแล้ว คราวนี้มาดูแผ่นโคลน ตั้งใจจะลองซื้อทั้งเพลงจีน เพลงฝรั่งที่ผลิตจากค่ายดังๆ อย่างแผ่นทดสอบของ B & W หรือ Burmester มาอย่างละแผ่นมาลองเปรียบเทียบดู ระหว่างที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาหาอยู่นั้น ปรากฏว่า เติ้งเหว่ยเปียว 邓伟标 เพื่อนที่เป็นนักแต่งเพลงโทรเข้ามาขัดจังหวะ บอกว่ากำลังจะมาถึงแล้วนะ เนื่องจากถนนสายนี้จอดรถไม่ได้ ให้ผมรออยู่หน้าร้านแมคโดนัลเลย
เอาละสิ หมดเวลาเสียแล้ว เครื่องเสียก็ยังไม่ได้ดู คงทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็เลยบอกแม่ค้าว่า ขอซื้อสามแผ่นพอ เจ๊แกคิดราคาทั้งหมด 45 หยวน บังเอิญผมยื่นให้เขาเป็นแบงค์ 100 เขาบอกขอเป็นแบงค์ปลีกเถอะ ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า นี่มันคิดราคาเกินนี่ คิดในใจว่า โดนเข้าแล้วมั๊ยละ เลยต้องบอกเจ๊ว่า ตกลงไว้ก่อนแล้วนี่ว่าแผ่นละ 10 หยวน เขาบอกว่า 10 หยวนนั่นมั่นแผ่นธรรมดา ไม่ใช่แผ่นออดิโอไฟล์ ผมก็ต้องเถียงกลับว่า คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือเป็นแผ่นออดิโอไฟล์ และคุณก็เป็นคนให้ราคาเองไม่ใช่หรือ คุณตกลงทุกอย่างผมถึงตามคุณมา เขาถึงยอมจำนนด้วยเหตุผล เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงคนที่โพสต์ในเว็บบอร์ด ส่วนใหญ่มาจากสื่อภาษาไม่รู้เรื่อง เลยเป็นเรื่องขึ้นมา และก็จำไว้เลย และเป็นสัจจะธรรมเสมอ ของที่มาแบบดำมืด การค้าขายก็ไม่มีทางตรงไปตรงมา มันก็ต้องดำมืดเหมือนกับธรรมชาติของมันนั่นแหละ ก็โอเค เรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดีไม่มีอะไรน่าหวาดเสียว
หลังจากที่ได้เจอกับเติ้งเหว่ยเปียวแล้ว เขาได้พาไปพบกับทีมงานที่ทำงานด้วยกัน ทั้งนักแต่งทำนอง นักแต่งเนื้อร้อง นักร้องหลายคน ก็ได้พูดคุยกันถึงธุรกิจด้านเพลงในกว่างโจว ซึ่งทราบว่า เป็นตลาดที่ใหญ่ และก็มีการแข่งขันที่สูงมาก เพราะเฉพาะที่กว่างโจวมีบริษัทที่ผลิตเพลงป้อนสู่ตลาดเกินร้อยบริษัทแล้ว และตลาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นตลาดภายในประเทศ และส่งออกบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่ไปทางฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย สำหรับตลาดเมืองไทยนั้น ก่อนที่ผมจะได้ติดต่อกับพวกเขา พวกเขาแทบจะไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย เมืองไทยจะมีตลาดสำหรับเพลงจีน เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ประชากรชาวไทยเชื้อสายจีนมีอยู่จำนวนเท่าไร หลังจากที่ได้พูดคุยจนเข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว บางคนก็เลยเกิดความสนใจคิดอยากจะจัดกิจกรรมอะไรขึ้นมาในเมืองไทยบ้าง
อ้าว..พื้นที่สัมปทานจะหมดแล้ว ตกลงยังไม่ได้ดูเครื่องเสียงเลย คงต่อยกไปต่อเป็นตอนที่ 3 แล้วครับ เพราะเติ้งเหว่ยเปียวบอกว่า เดี๋ยวให้เพื่อนที่ทำนิตยสาร AV Front Line 视听前线 พาไปดูดีกว่า เพราะเขารู้จักกับร้านเครื่องเสียงส่วนใหญ่ น่าจะได้รับความสะดวกมากกว่า ตกลงเจอกันตอนต่อไปครับ



































