กรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลี่ (南沙群岛主权争议)

หมู่เกาะสแปรตลี่ (南沙群岛)

เมื่อเร็วๆนี้ เราคงได้รับทราบข่าวคราวกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์บนหมู่เกาะสแปรตลี่ระหว่างเวียดนามกับจีน จนถึงขั้นที่ชาวเวียดนามออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลจีนบนถนนซึ่งปรกติรัฐบาลเวียดนามไม่เคยอนุญาตให้มีการเดินขบวนอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนั้น ทางรัฐบาลเวียดนามก็ได้ปฏิบัติการซ้อมรบในทะเลจีนใต้เพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจจีนในกรณีที่เรือประมงของจีนไปเกี่ยวเอาสายสัญญาณของเรือสำรวจน้ำมันของเวียดนามบริเวณหมู่เกาะสแปรตลี่ ทั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรมถึงกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าว

 

นอกจากกรณีของเวียดนามแล้ว เหมาะเกาะดังกล่าวยังมีประเทศอื่นๆที่อ้างกรรมสิทธิ์เช่นกัน อาทิ เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน (สำหรับกรณีของไต้หวันถือว่าเป็นเรื่องภายในของจีนเอง) โดยต่างก็ยกเอาเหตุผลของตัวเองเพื่ออ้างความเป็นเจ้าของหมู่เกาะดังกล่าว หมู่เกาะสแปรตลี่ (Spratly) ในภาษาจีนเรียกว่า 南沙群岛 หรือหมู่เกาะหนานซา อันเป็นหมู่เกาะเล็กๆในทะเลจีนใต้ ความจริงจีนแบ่งหมู่เกาะดังกล่าวแบ่งออกเป็น 南沙 (หนานซา – หมู่เกาะทรายทางใต้) 西沙(ซีซา – หมู่เกาะทรายตะวันตก) และ 中沙(จงซา – หมู่เกาะทรายกลาง) หมู่เกาะดังกล่าวหากว่ากันเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินของเกาะเล็กเกาะน้อยคงไม่ได้มากมายเท่าไร แต่ถ้ารวมพื้นที่ในพื้นน้ำอันเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่เข้าไปด้วยก็จะกินพื้นที่ประมาณ 8.2 แสนตารางกิโลเมตร และในภายหลังพบว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันดิบมหาศาลซึ่งอาจเทียบเท่ากับของตะวันออกกลางทั้งหมด

การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะ

แผนที่ประเทศจีนในปี 1937 ในส่วนของหมู่เกาะหนานซา

ตั้งแต่โบราณกาล ชาวประมงจีนได้ใช้เหมาะเกาะดังกล่าวเป็นที่พักพิงยาวออกทะเล ส่วนเกาะที่มีขนาดใหญ่หน่อยยังมีการสร้างศาลเจ้าและขู่บ่อน้ำเพื่อใช้บริโภคน้ำจืด ดังนั้น หมู่เกาะดังกล่าวจึงถือเป็นกรรมสิทธิ์ที่ชาวประมงจีนได้ใช้ประโยชน์และครอบครองมาช้านาน จนถึงปี 1933 เมื่อประเทศฝรั่งเศสล่าอาณานิคมในแถบเอเชีย จึงเริ่มเกิดกรณีพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ขึ้น (สังเกตพวกฝรั่งตาน้ำข้าวเข้าไปถึงไหนสร้างปัญหาถึงที่นั่น รวมทั้งประเทศไทย) และในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644-1911) หลี่จุ่น (李准)แม่ทัพเรือในสมัยนั้น ได้นำเรือรบไปขับไล่พ่อค้าญี่ปุ่นที่เข้าไปครอบครองหมู่เกาะดังกล่าว พร้อมกับได้ปักธงมังกร อันเป็นธงชาติในสมัยราชวงศ์ชิงเพื่อประกาศว่า ดินแดนนบนหมู่เกาะดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศจีน หลังจากนั้น ประเทศจีนก็ได้กำหนดแผนที่ที่ได้รวมหมู่เกาะดังกล่าวไว้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนตั้งแต่นั้นมา ซึ่งเรื่องนี้กองเรือนาวีของอังกฤษในทะเลจีนใต้ (The British Navy’s China Sea Pilot) ได้ประกาศยอมรับในปี 1938 ว่าประเทศจีนได้ขึ้นทะเบียนหมู่เกาะสแปรตลี่ไว้เป็นของตนเองแล้ว

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 1932 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนได้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศฝรั่งเศสกล่าวว่า ประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ต่อต้านต่อกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะหนานซาเมื่อปี 1909 แต่อย่างใด

หลักฐานประวัติศาสตร์สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความเป็นกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะหนานซา (สแปรตลี่) ของจีนคือ คือในปี 1943 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะนั้นรัฐบาลจีนคณะชาติปกครองประเทศจีนในฐานะผู้ชนะสงคราม และประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้แพ้สงคราม ได้มีการลงนามร่วมในปฏิญญากรุงไคโร (Cairo Declaration) ระหว่างจีน อังกฤษและองค์การสหประชาชาติโดยประกาศว่า เกาะไต้หวันและเกาะบริวารทั้งหมดที่ยึดครองโดยญี่ปุ่นจะต้องคืนให้กับจีน และคำประกาศ ณ เมืองปอตสแดม (Potsdam Proclamation) เมื่อปี 1945 รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และจีน ได้กล่าวยืนยันถึงปฏิญญากรุงไคโรในการให้ประเทศจีนรับคืนเกาะไต้หวันรวมทั้งหมู่เกาะซีซา (西沙)และหนานซา (南沙)ด้วย

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1946 ประเทศจีนได้ส่งกองเรือสู่หมู่เกาะทั้งสองดังกล่าวข้างต้น และถึงเกาะเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนและได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้บนเกาะหลัก (เกาะที่ใหญ่ที่สุด) ของซีซา และวันที่ 12 ธันวาคมปีเดียวกัน กองเรือรบดังกล่าวได้มาถึงเกาะหลักของหมู่เกาะหนานซาและตั้งตั้งชื่อเกาะหลักของหนานซาว่า เกาะไท่ผิง (太平)ตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประเทศใดที่ครอบครองเกาะหลักของหมู่เกาะใดในทะเล ย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะบริวารทั้งหมด

การพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลี่
ประเทศเวียดนาม

หนังสือจากรัฐบาลเวียดนามยืนยันการยอมรับอธิปไตยเหนือหมู่เกาะหนานซา

ในปี 1956 เวียดนามใต้ได้ส่งเรือรบเข้าสู่หมู่เกาะสแปรตลี่ และในปี 1973 ได้ประกาศหมู่หนานซาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Phuoc Tuy ของตน หลังจากนั้นก็ได้ระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อทำการสำรวจแหล่งน้ำมันบริเวณหมู่เกาะดังกล่าว และหลังจากเวียดนามรวมประเทศแล้วในปี1975 รัฐบาลเวียดนามก็ดำเนินตามคำประกาศของอดีตรัฐบาลเวียดนามใต้และเข้ายึดครองหมู่เกาะหนานซาจนปัจจุบันรวมแล้วทั้งหมด 29 เกาะ รวมทั้งยังได้สร้างสนามบินและนำกองกำลังทหารประจำบนเกาะใหญ่บางแห่ง โดยเหตุผลของเวียดนามคือ การครอบครองหมู่เกาะดังกล่าวในประวัตศาสตร์ ซึ่งถ้าด้วยเหตุผลดังกล่าว เป็นที่รับรู้กันว่า ประเทศจีนได้ประกาศอธิปไตยเหมือนหมู่เกาะดังกล่าวถึงแต่ยุคทศวรรต 1950 เป็นต้นมา พร้อมกันนั้น ในปี 1956 Ung Van Khiem รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาธิปไตรยเวียดนาม (เวียดนามเหนือ) ได้ยอมรับว่า หมู่เกาะหนานซาเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศจีน และในปี 1958 นายกรัฐมนตรีฟามวันดงในขณะนั้น ยังได้ประกาศยอมรับการประกาศอำนานอธิปไตยเหนือหมู่เกาะต่างๆในทะเลจีนใต้ของประเทศจีน พร้อมทั้งให้ความเคารพอธิปไตยของจีนด้วย

ประเทศฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์ประกาศเรียกร้องอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะหนานซาเมื่อปี 1946 และในปี 1956 ฟิลิปปินส์ได้ส่งนักสำรวจไปเคลื่อนไหวในหมู่เกาะดังกล่าว โดยเหตุผลของฟิลิปปินส์นั้นอ้างแบบง่ายๆคือ หมู่เกาะดังกล่าวไม่ใช่ดินแดนของประเทศใด และพิจารณาด้านภูมิศาสตร์แล้ว หมู่เกาะดังกล่าวใกล้กับประเทศฟิลิปปินส์มากกว่าใครเพื่อน ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่เบาหวิวมาก เพราะสำหรับเหตุผลแรกเราได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกรณีพิพาทกับเวียดนาม ส่วนกรณีที่สองนั้น การที่อยู่ใกล้กว่าไม่จำเป็นต้องเป็นดินแดนของประเทศนั้นเสมอไป ดังเช่นเกาะคริสต์มาส (Christmas Island) ที่อยู่ห่างจากประเทศอินโดนีเซียประมาณ 500 กม. และห่างจากประเทศออสเตรเลียประมาณ 2,360 กม. หรือประมาณ 5 เท่าตัว แต่เกาะดังกล่าวเป็นของออสเตรเลีย หาใช้ของอินโดนีเซียไม่

ประเทศมาเลเซีย
มาเลเซียเริ่มส่งเรือไปเคลื่อนไหวที่ด้านใต้สุดของหมู่เกาะหนานซา และได้ขึ้นไปสร้างหลักเขตแดนอ้างกรรมสิทธิ์ของตนเหนือเกาะหลายๆแห่งรวมพื้นที่ 2 หมื่น 7 พันตาราง กม.เข้าอยู่ในแผนที่ของตนเอง ในปี 1980 มาเลเซียได้ประกาศเขตเศรษฐกิจทางทะเล 200 ไมล์ซึ่งรวมบางส่วนของหมู่เกาะหนานซาอเข้าไปด้วย เพียงด้วยเหตุผลง่ายๆว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินมาเลเซียในเขตเศรษฐกิจ 200 ไมล์

ประเทศบรูไน
เหตุผลการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะหนานซาค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ โดยสาเหตุหลักมาจากการอ้างสิทธิ์ของประเทศมาเลเซียโดยเฉพาะเส้นแบ่งเขตในทะเลหลังจากมาเลเซียประกาศเขตเศรษฐกิจทางทะเล 200 ไมล์ทำให้เส้นแบ่งเขตของสองประเทศมีการทับซ้อนกัน บรูไนเห็นว่าควรยึดแนวตรงกลางของเส้นแบ่งเขตทับซ้อนของทั้งสองประเทศเป็นเกณฑ์ ซึ่งได้รวมพื้นที่บางส่วนรวม 3000 ตร.กม.ของหมู่เกาะหนานซาเข้าไปด้วย แม้บรูไนเป็นประเทศเดียวที่ไม่ได้ส่งทหารเข้าไปประจำการบนเกาะเหมือนประเทศอื่น แต่บรูกลับชิงพัฒนาบ่อน้ำมันในทะเลจนปัจจุบันได้เปิดบ่อน้ำมันไปแล้วถึง 9 แห่งซึ่งให้ผลผลิตน้ำมันปีละ 7 ล้านกว่าตัน บ่อแก๊สธรรมชาติอีก 5 แห่งซึ่งให้ผลผลิตปีละกว่า 9 หมื่นล้านลบ.เมตร

ปัญหาหมู่เกาะหนานซาจะยังคงเป็นกรณีพิพาทต่อไป แต่ทุกวันนี้จีนเองพยายามเจรจากับแต่ละประเทศในลักษณะทวิภาคี แต่ประเทศคู่กรณีทั้งหลายก็พยายามดึงเอาบุคคลที่สามซึ่งไม่เกี่ยวข้องเข้ามายุ่งด้วย นั่นคืออเมริกา ซึ่งถือเป็นโอกาสของอเมริกาเช่นกันที่ต้องการกลับมามีบทบาทในเอเชียมากขึ้นหลักจากที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเลยในสมัยรัฐบาลบุช สำหรับประเทศจีนนั้น หากไล่ย้อนประวัติศาสตร์ถึงการค้นพบหมู่เกาะดังกล่าวคงสามารถย้อนได้ไปถึงสมัยราชวงศ์ฉินเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่ถ้าหากต้องการประเภทมีหลักฐานยืนยันก็สมัยราชวงศ์ชิง ประเทศจีนนั้นหากเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนกับตระกูลเก่าแก่ที่มีสมบัติตกทอดมามากมาย แต่เนื่องจากตอนที่ตัวเองยากจน จึงไม่มีกำลังพอที่จะไปดูแลสมบัติของตนที่กระจัดกระจายตามที่ต่างๆจนชาวบ้านชาวช่องต่างพากันเข้าครอบครอง กว่าที่ตัวเองจะร่ำรวยมีเงินทองที่จะออกไปดูแลสมบัติของตัวเองก็พบว่า มันถูกปล้นชิงไปไม่น้อยแล้ว

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • Digg
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Haohao
  • Technorati
  • YahooMyWeb
  • Google Bookmarks
  • Live-MSN
  • Ask
  • MisterWong
  • MySpace
  • SEOigg
  • Socializer
  • StumbleUpon
  • TwitThis
  • YahooBuzz
  1. One Response to “กรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลี่ (南沙群岛主权争议)”

  2. ผมว่าเกาะนี้ควรเป็นของฟิลิปปินส์มากที่สุด เพราะถ้าดูจากเส้นเขตแดนแล้ว
    รุกล้ำดินแดนเขตทะเลประเทศอื่นน้อยที่สุด แต่ถ้าจีนยึดไปได้จริง ๆ คงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้ เพราะดูจากแผนที่่แรกเส้นสีแดงจะยึดทะเลไปหมด ปัญหาใหญ่แน่ ๆ และที่ผมเคยได้ยิน ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องการเกาะนี้ด้วยครับ

    By สามก๊กวิทยา on Jul 22, 2011

Post a Comment

*

Copy Protected by Tech Tips's CopyProtect Wordpress Blogs.