ดร.ซุนยัดเซ็นกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติในสยาม (孙中山在暹罗之革命活动)

孙中山
孙中山

ดร.ซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน (孙中山)ตามสำเนียงภาษาจีนกลาง (ต่อไปนี้จะขออนุญาตเรียกดร.ซุนจงซันแทนซุนยัดเซ็นที่คนไทยคุ้นเคย โดยคำว่ายัดเซ็น หรือมาจากภาษาจีนว่า ยี่เซียน逸仙) ในช่วงที่ท่านก่อการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงนั้น ท่านต้องหนีออกนอกประเทศเป็นระยะเวลาหลายปี และในระหว่างนั้น ท่านก็ได้เดินทางไปประเทศต่างๆที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่ เพื่อเผยแพร่เจตนารมณ์แห่งการปฏิวัติ ในบรรดาประเทศทั้งหลายที่ท่านเดินทางเคลื่อนไหวการปฏิวัตินั้น หนึ่งในประเทศเหล่านั้น คือประเทศสยาม ซึ่งท่านได้มาเคลื่อนไหวในหมู่ชุมชนชาวจีนในบางกอกย่านเยาวราชเป็นเวลาสิบกว่าวัน
เนื่องจากไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และคนรุ่นเก่าๆก็ล้มหายตายจาก จึงทำให้วันเวลาที่เดินทางมาประเทศสยามมีการกล่าวกันหลายช่วงหลายเวลาที่ไม่ตรงกัน ซึ่งกล่าวกันว่า อยู่ในปีค.ศ. 1903 หรือ 1905 หรือ 1907 ปีใดปีหนึ่ง แต่จากหลักฐานข้อมูลในต่างประเทศนั้น ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่า ดร.ซุนจงซันมาประเทศสยามในวันที่ 20 เดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1908 โดยท่านเดินทางพร้อมกับสหายอีกหลายคน โดยเดินทางมาจากสิงคโปร์

ในช่วงวันแรกๆที่มาถึงบางกอกนั้น ท่านไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยแต่อย่างใด หากแต่พบปะกับพลพรรคร่วมปฏิวัติอย่างลับๆ จนถึงคืนวันที่ 29 เดือนเดียวกัน ท่านได้ถือโอกาสปราศรัยในงานเรียนรับรองโดยสหายในสยาม ณ ธนาคารฮ่องกงแอนด์เซี่ยงไฮ้ เช้าวันที่ 1 ธันวาคม วงการสื่อหนังสือพิมพ์ทั้งจีนและไทยต่างพาดหัวข่าวรายงานการปราสัยครั้งนี้ จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วกรุง เมื่อข่าวการเคลื่อนไหวเป็นที่ปรากฏสู่สารธารณะแล้ว รัฐบาลสยามซึ่งมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลแห่งราชวงศ์ชิง จึงต้องหาทางยับยั้งกิจกรรมไม่ให้ดำเนินต่อไป ในวันที่ 4 ธันวาคม ผู้ว่าราชการบางกอกและอธิบดีกรมตำรวจจึงได้เข้าพบดร.ซุนจงซัน และยื่นคำขาดให้ออกจากประเทศสยามภายในหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้น ดร.ซุนจงซันจึงต้องอาศัยเวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จึงได้จัดการปราศรัยใหญ่เพื่อชักชวนพี่น้องชาวจีนเข้าร่วมการปฏิวัติ โดยการปราศรัยได้เกิดขึ้นบนถนนเยาวราช บริเวณสี่แยกราชวงศ์ ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมใต้ฟ้านั่นเอง

Award-winning Speaker Cable
Award-winning Speaker Cable

แม้ว่าจะถูกทางการสยามยื่นคำขาดให้ออกจากแผ่นดินสยามภายในเวลาที่กำหนด แต่ดร.ซุนก็ไม่ต้องการเสียโอกาสจากการเดินทางมาครั้งนี้ ด้วยที่ตนเองได้รับฐานะเป็นผลเมืองอเมริกัน จึงได้ยื่นเรื่องต่อทูตสหรัฐประจำบางกอก นายฮามิลตัน คิง (Hamilton King) โดยขอให้ทางสถานทูตช่วยติดต่อกับรัฐสภาสหรัฐฯเพื่อตรวจสอบหลักฐานการเป็นพลเมืองอเมริกันของท่าน พร้อมกับได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ท่านเกินในรัฐฮาวาย และภรรยาพร้อมกับลูกทั้งสามของท่านยังคงอยู่ในฮาวายในขณะนั้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากรัฐสภาอ่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากดร.ซุนไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองอเมริกันเป็นเวลานาน และมีจิตใจรักมาตุภูมิ โดยเข้าสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง หากแต่ว่า รัฐบาลของราชวงศ์ชิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลอเมริกา ดังนั้น จึงให้การคุ้มครองดร.ซุนไม่ได้ แต่เนื่องจากดร.ซุนได้ชูประเด็นการเป็นพลเมืองอเมริกัน จึงทำให้เขาสามารถอยู่ในแผ่นดินสยามต่อไปได้ จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม เมื่อเรื่องราวกิจกรรมที่จะทำทุกอย่างชัดเจนลงตัวแล้ว จึงเดินทางกลับสู่สิงคโปร์
จากการที่ดร.ซุนจงซันอยู่ในประเทศสยามตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 14 ธันวาคม โดยได้พำนักอยู่ในแผ่นอินสยามรวม 24 วัน ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านได้ทำงานด้นการปฏิวัติไม่น้อย โดยประเด็นหลักๆพอแบ่งออกได้เป็นส่วนส่วนคือ

黄花岗72烈士墓
黄花岗72烈士墓

ส่วนที่ 1 ท่านได้ก่อตั้งสันนิบาตการปฏิวัติจีน (同盟会)สาขาบางกอกขึ้นอย่างลับๆ จัดตั้งสมาคมจีนขึ้น ซึ่งก็คือสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน จึงเท่ากับท่านได้สร้างฐานการปฏิวัติราชวงศ์ชิงในบางกอก โดยท่านได้ทำการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในภายหลัง ทำการเผยแพร่อุดมการณ์การปฏิวัติ ยกระดับความตื่นตัวด้านความคิดของหมู่ชุมชนชาวจีน สร้างกระแสรักชาติ ความผูกพันในชนชาติ จนตอนหลังชาวจีนในแผ่นดินสยามได้ร่วมกับชาวจีนในประเทศต่างๆทั่วโลก เช่นในอเมริกา สิงคโปร์ เป็นต้น รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการเข้าไปมีบทบาทการปฏิวัติของดร.ซุน จนได้รับการบันทึกในอนุสรสถาน 72 วีรชนหวงฮวากัง (黄花岗 72烈士)ในกว่างโจวเพื่อเป็นเกียรติแก่วีรชนร่วมปฏิวัติชาวแดนสยาม
ส่วนที่ 2 การระดมเงินบริจาคเพื่อใช้ในกิจกรรมการปฏิวัติ การมาแผ่นดินสยามของดร.ซุนจงซัน สามารถระดมเงินบริจาคจากชุมชนชาวจีนได้ตามเป้าหมายที่กำหนด
เกร็ดประวัติศาสตร์ชาวจีนในยุครัชกาลที่ 5

ในสมัยที่ดร.ซุนจงซันมาสยามนั้น ตรงกับยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 ซึ่งขณะนั้น ประเทศสยามได้สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับประเทศต่างๆในยุโรป สำหรับชาวจีนในสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ใต้อาณัติของประเทศฝรั่งเศส บ้างก็ยอมอยู่กับอังกฤษ โปรตุเกส เป็นต้น แต่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลสยาม  สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องชาวจีนจำนวนมากไม่สามารถที่จะชำราคา “ภาษีค่าหัว” ได้ ซึ่งจะมีการจัดเก็บสามปีครั้ง สำหรับคนที่ไม่สามารถจ่ายภาษีนั้น ทางตำรวจจะจับกุมมา แล้วจับหางเปีย (สมัยราชวงศ์ชิงคนจีนจะต้องไว้เปีย) มามัดรวมกัน เป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 ตน แล้วส่งไปใช้แรงงานอย่างหนัก เพื่อเป็นการจ่ายภาษาแทน

6 thoughts on “ดร.ซุนยัดเซ็นกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติในสยาม (孙中山在暹罗之革命活动)

  • Pingback:สมาคมอั้งยี่ (洪门)- สมาคมลับอิทธิพลมืด? | ThaiChinese Blog - 泰华博客

  • June 11, 2009 at 3:06 pm
    Permalink

    เป็นเรื่องจริงครับ แม่เล่าว่ายายผมอยู่ที่เมืองไทยอยู่ในขบวนการด้วย เรียกขบวนการใต้ดินประมาณนี้ และยังได้รับเหรีญกล้าหาญ และลงหนังสือพิพ์ด้วย

  • June 11, 2009 at 3:19 pm
    Permalink

    น่าสนใจมากครับ ไม่ทราบว่า Mr. Ken ยังพอมีสิ่งของสมัยคุณย้ายเหลืออยู่บ้างหรือไม่ เช่นเหรียญ หรือภาพถ่ายสมัยที่เข้าร่วมกับขบวนการใต้ดิน ถ้ามีอยู่จะขออนุญาตดูเป็นบุญตาหน่อยได้หรือไม่

  • July 10, 2009 at 12:30 am
    Permalink

    ผมจำได้เมื่อตอนสมัยเด็ก แม่เคยหยิบให้ดู เป็นโลหะทองแดงรูปดาว ติดด้วยธงชาติ และได้ดูหนังสือพิมพ์จีน ที่ตัดเก็บไว้

    แม่ได้เล่าว่า ยายได้อยู่เบื้องหลัง และสร้างผลงานใหญ่หลายเรื่อง แต่ไม่บอกให้ใครฟัง เหมือนกับไม่อยากดัง หรือ กลัวเป็นอันตราย ผมก็ไม่แน่ใจ

    และอยู่กับพวกเสรีไทยด้วย แม่เล่าให้ฟังว่าตอนแม่ไปไต้หวัน มีพรรคพวกของ ดร.ซุนที่อยู่ที่นั่นมาต้อนรับ

  • March 25, 2010 at 9:41 am
    Permalink

    than you

  • September 20, 2011 at 3:11 am
    Permalink

    ประวัติศาสตร์จีนในช่วง “รวมพลัง” ชาวจีนทั้งในประเทศและชาวจีนโพ้นทะเลในการสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยของจีนตอนนี้น่าสนใจมาก…..เพราะย่อมส่งผลกระทบไปในวงกว้างในหมู่นักเรียนระดับสูง ๆ ในสยามประเทศ ซึ่งมีคนเชื้อชาติจีน สัญชาติไทยจำนวนไม่น้อย……….นอกจากคิดเปลี่ยนแปลงประเทศจีนแล้ว…..ในแผ่นดินไทยก็น่าจะเกิด “แนวร่วม” ไม่น้อย…..คนหนุ่มสาวชาวไทยเชื้อชาติจีนในขณะนั้นย่อมมองไปถึง “อนาคต” ของพวกเขาในผืนแผ่นดินนี้ ลูกหลานก็ไม่คิดทางกลับไปประเทศจีนอีก เพราะเกิดที่นี่ เรียนหนังสือไทย มีภรรยาเป็นคนไทย ไม่อาจไปเป็นคนจีนได้อีกต่อไป พวกเขาจะต้องอยู่ในสยามประเทศไปชั่วกาลนาน……ผมอยากให้มีการศึกษาถึง “อิมแพค” ที่เกิดขึ้นในการมาของซุนยัดเซ็นครั้งนี้…..ว่าส่งผลทางความคิดต่ออนาคตของประเทศนี้อย่างไร ? ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต……”จะอยู่อย่างไรในแผ่นดินใหม่นี้” “สิทธิทางการเมืองจะเป็นอย่างไร” หมดสมัยแล้วที่จะถูกดูแคลนว่า “ไอ้เจ๊ก”(เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะมีเจ๊กเต็มบ้านเต็มเมือง คนเชื้อชาติจีนเหล่านี้ควรได้รับสิทธิเท่าเทียมคนอื่น ๆ ที่อ้างว่ามาครอบครอง และทำมาหากินในแผ่นดินนี้มาก่อนหรือไม่ การกีดกันในการประกอบอาชีพยังมีอยู่หรือไม่ ? กฎหมายว่าด้วยสัญชาติเหมาะสมแล้วหรือไม่ ? (ในอดีตที่ผ่านมาประมาณ 40 ป ผมเป็นคนหนึ่งที่น้อยเนื้อต่ำใจว่าผมไม่อาจสมัครเป็นตำรวจและทหารได้ ? ชอบธรรมหรือไม่ ?)………เราถูกปฏิเสธไม่ให้ ให้ทำหน้าที่ป้องกันรักษาแผ่นดินไทย 7

    gfy<oN

Comments are closed.