สายสัมพันธ์ไทย-จีนนับพันปี (中泰友好关系千年流)

มรว. คึกฤทธิ์พบเหมาเจ๋อตงปีนี้เป็นปีที่ 35 สำหรับการเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) ที่อดีตนายกรัฐมนตรี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศจีน แม้ว่าจะครบรอบ 35 ปี แต่ถ้านับอายุของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ยังถือว่าเยาว์วัยมาก แต่ถ้าหากบอกว่า แท้จริงแล้วไทย-จีนมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาแล้วนับพันๆปี ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องตลก เพราะประเทศไทยและประวัติศาสตร์ไทยเพิ่งจะเริ่มต้นนับหนึ่งสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งก็เพียงไม่กี่ร้อยปีเอง แล้วมันจะมีความสัมพันธ์นับพันปีได้อย่างไร

เหตุที่กล่าวเช่นนี้ มีข้อสมมติฐานสองประการ คือ การอ้างอิงจากการบันทึกของประวัติศาสตร์จีนประการหนึ่ง และการถืออาณาจักรที่ก่อตั้งบนดินแดนสุวรรณภูมิอีกประการหนึ่ง ซึ่งทั้งสองประการนี้มีเหตุและผลที่เกี่ยวเนื่องกัน จะยกเว้นไม่กล่าวถึงหรืออ้างถึงประเด็นใดประเด็นหนึ่งย่อมไม่ได้ กล่าวคือ ด้วยดินแดนสุวรรณภูมิ หรือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ในสมัยโบราณเคยเป็นที่ตั้งของประเทศ หรือแคว้น หรืออาณาจักรโบราณหลากหลายประเทศก่อนที่จะมาถึงยุคสุโขทัยและต่อเนื่องมาถึงประเทศไทยในปัจจุบัน ในส่วนของการบันทึกประวัติศาสตร์ของจีนนั้น จะเรียกดินแดนหรืออาณาจักรที่ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ตรงนี้รวมๆกันว่า เสียนหลัว (暹罗)หรือ เซี่ยมล้อในสำเนียงแต้จิ๋ว หรือง่ายๆก็คือ สยามนั้นเอง (สำหรับรายละเอียดในประเด็นนี้จะนำมากล่าวแยกในหัวข้อ “สยามประเทศในแง่มุมประวัติศาสตร์จีน” ต่างหาก)

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย (ณ จุดนี้ขอครอบคลุมถึงอาณาจักรโบราณในดินแดนสุวรรณภูมิตามความหมายของ เสียนหลัว (暹罗)ในประวัติศาสตร์จีน) เริ่มนับย้อนหลังถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นและถัง (汉唐)โดยในปีค.ศ.1-5 ปี ในยุคของซีฮั่น (西汉)หรือฮั่นตะวันตก ประเทศจีนมีการแล่นเรือมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ ในยุคตงฮั่น (东汉)หรือฮั่นตะวันออกจนถึงราชวงศ์ถัง (唐)ในดินแดนสุวรรณภูมิได้ก่อตั้งอาณาจักรต่างๆขึ้น เช่น “อาณาจักรหลางหยาซิว”  (狼牙修 – สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาณาจักรลังกาสุกะ หรือ Lankasuka ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของไทยติดกับมาเลเซียซึ่งกินอาณาบริเวณของจังหวัดปัตตานีจนถึงรัฐเคดาห์ของมาเลเซียในปัจจุบัน)”อาณาจักรผานผาน” ซึ่งอยู่ติดกับลังกาสุกะ ) “อาณาตัวหลัวปอตี” (堕啰钵底 – สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาณาจักรทราวรดี) เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับประเทศจีน และมีการส่งทูตไปเจริญไมตรีกับประเทศจีน ในปี ค.ศ. 603 พระเจ้าสุยหยางตี้ (隋炀帝) ก็ได้ส่งทูตมาเยือนอาณาจักรดังกล่าว (จักรหลักฐานการบันทึกในสุยซู หรือบันทึกสมัยสุย 《隋书》ถังซู《唐书》และทงเตี่ยน《通典》)

ในยุคราชวงศ์หยวนถึงราชวงศ์หมิง (元明)ในดินแดนสุวรรณภูมิเป็นมีประเทศเกิดใหม่คือ “อาณาจักรเติงหลิวเหมย 登流眉”(ก็คือที่ตั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาจักรศรีวิชัย) อาณาจักรเจินหลี่ฟู่ (真里富 –ตำแหน่งที่ตั้งนั้น นักประวัติศาสตร์ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน บ้างก็ว่าน่าจะเป็นราชบุรีในปัจจุบัน บ้างก็ว่าน่าจะอยู่ในดินแดนกัมพูชาในปัจจุับัน)เป็นต้น ซึ่งต่างก็มีการติดต่อทางการทูตและเป็นมิตรที่ต่อกับประเทศจีน จนถึงปลายราชวงศ์ซ่ง (宋)ถึงต้นราชวงศ์หยวน (元) ทางตอนเหนือของดินแดนสุวรรณภูมิเป็นเกิดอาณาจักรสุโขทัยขึ้นและก็เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา ช่วงระหว่างปีค.ศ. 1292 – 1303 สุโขทัยได้ส่งทูตไปเยือนจีน พร้อมกับทางจีนก็ได้ส่งทูตมาเยือนเป็นการตอบแทน พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำเครื่องปั้นดินเผาและหัตถกรรมอื่นๆแก่สุโขทัย อันเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เลื่องชื่อไปทั่วเอเชียอาคเนย์

ในยุคราชวงศ์หมิง (明)อันเป็นยุคที่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองและได้ครอบครองดินแดนในแถบนี้ส่วนใหญ่ และเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ไทยจีนมีความคึกคึกที่สุดยุคหนึ่ง จากการบันทึกประวัติศาสตร์จีน ตลอดยุคของราชวงศ์หมิง 276 ปีนั้น อยุธยาเคยส่งทูตไปเยือนจีนรวมทั้งหมดถึง 112 ครั้ง บางปีสูงถึง 6 ครั้ง ส่วนจีนได้ส่งทูตเยือนอยุธยาถึง 19 ครั้ง และเป็นการเยือนของเจิ้งเหอ (郑和)หรือที่คนไทยเรียกซำปอกงอีกสองครั้ง ในช่วงนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปด้วยมิตรไมตรีที่ดียิ่ง มีการแลกเปลี่ยนการค้า ศิลปวัฒนธรรม และคนจีนจำนวนมาเริ่มอพยพเข้ามาค้าขายกับอยุธยา และบางคนก็เข้ารับราชการตลอดจนรับใช้ในราชสำนัก

ในยุคราชวงศ์ชิง (清朝)ตลอด 200 กว่าปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนยังคงเป็นไปอย่างฉันมิตรและใกล้ชิดติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงต้นยุครัตนโกสินทร์ ในช่วงระหว่างนี้ การค้าต่างประเทศของไทยมีเป้าหมายหลักคือประเทศจีน ในสมัยราชกาลที่สองนั้น สินค้าส่งออกร้อยละ 86 เป็นการส่งไปขายในประเทศจีน คนจีนที่เข้ามาทำการค้าในไทยทวีเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนถึงสมัยราชกาลที่สาม จำนวนชาวจีนที่เข้ามาไทยนั้น มีจำนวนสูงถึงเกือบหนึ่งล้านคน

ปลายยุคราชวงศ์ชิง นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของจีน – ดร.ซุนยัดเซน (孙中山)ได้เข้ามาประเทศไทยถึงสองครั้ง เพื่อเผยแพร่แนวคิดการปฏิวัติประชาธิปไตย และได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนอย่างล้นหลาม หลังโค่นล้มราชวงศ์ชิง (辛亥革命)ทางจีนได้ส่งตัวแทนเข้ามาเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับไทย (สมัยนั้นรัฐบาลไทยเกรงแนวคิดการปฏิวัติโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จะลามมาถึงไทย) แต่ไม่เป็นผล จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น จนญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนจึงเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนสถาปนาประเทศจีนใหม่ ด้วยความแตกต่างทางแนวคิดทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีนต้องสะดุดอีกครั้ง จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 1975 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีนเริ่มขึ้นอีกครั้ง และได้เริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศฉันพี่น้องอีกครั้ง

One thought on “สายสัมพันธ์ไทย-จีนนับพันปี (中泰友好关系千年流)

  • September 14, 2011 at 7:43 pm
    Permalink

    โอ้ว ว ! . สุดยอดมากครับ นับถือ ๆ

Comments are closed.