ทำไมลูกจีนในไทยจึงลืมภาษาพ่อแม่ของตน
Posted by Liuxing on
February 21, 2009
ผมค่อนข้างรู้สึกสะท้อนใจกับลูกหลานจีนที่เกิดในประเทศไทย ที่นับวันจะไม่เหลือความเป็นจีนเหลืออยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ภาษาของบรรพชนตัวเอง วัฒนธรรมของตน หรือแม้กระทั่งสกุลเดิมของตน (แซ่หรือ 姓) ยิ่งเมื่อไปเห็นลูกหลานจีนในประเทศอื่นเพื่อนบ้านเรา อย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ พวกเขายังคงรักษาภาษา วัฒนธรรมของบรรพชนอย่างเหนียวแน่น อย่างที่มะละกา ประเทศมาเลเซีย แม้ว่าชาวจีนที่โน่จะอพยพมาตั้งถิ่นฐานมาหลายร้อยปีแล้ว (ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง หรือราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น) แต่ทุกวันนี้ พวกเขายังคงอยู่กันแบบวิธีชีวิตของชาวจีน ภาษาถิ่นใครก็พูดภาษาถิ่นนั้น (เช่นฮกเกี้ยน กวางตุ้ง เป็นต้น) โดยมีภาษาจีนกลาง และภาษามาเลย์เป็นภาษากลางอีกที พวกเขามีโรงเรียนจีนกระจายไปทั่ว มีสื่อภาษาจีน ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อวิทยุ และสื่อโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดตลอด เป็นช่องภาษาจีนของตนเอง ไม่ใช่แทรกเป็นบางช่วงเวลา
หากจะกล่าวแบบเข้าข้างตัวเอง ก็ต้องถือว่า พวกเราใครที่รู้ภาษาจีน ถือว่าเป็นตนได้เปรียบคนอื่นๆเขา ไม่ต้องมองให้ไกล ขอให้มองแค่ปากท้องตัวเองก็พอ ต้องถามว่า ทุกวันนี้ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกคือใคร ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะต้องมุ่งหน้าไปทางไหน ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตระดับสองดิจิตติดต่อกันมาหลายทศวรรตนั้น คือประเทศอะไร ก็ต้องบอกว่าประเทศจีน ใครอาจจะถามว่า แล้วมันจะเกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาจีนอย่างไร ก็ในเมื่อถนนทุกสายมุ่งไปที่ประเทศจีนแล่้ว คุณไม่รู้ภาษาของเขาคุณจะทำมาหากินกับเขาอย่างไร ทุกวันนี้ ชาวฝรั่งเศส (ประเทศตะวันตกที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจีน) ฝรั่งหัวแดงพูดภาษาจีนออกเสียงบีบจมูกคล่องบรื๊อเข้าไปทำมาหากินในเมืองใหญ่ของจีนมากมาย แล้วพวกเราที่เป็นลูกเจ๊กลูกจีนยังมัวรออะไรอยู่
เราต้องยอมรับว่า การที่ลูกจีนอย่างพวกเรา “บอดภาษาจีน” ก็เพราะวิสัยทัศน์ที่บอดมืดมิดของนักวิชาการและนักการเมืองบางคนในอดีต โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศจีนก้าวสู่ประเทศจีนใหม่ โดยเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ โดยนักวิชาการและนักการเมืองตาบอดเหล่านี้มองเห็นว่า ภาษาจีนเป็นภาษาของพวกคอมมิวนิสต์ พวกนี้ถือว่าโงเขลาเบาปัญญาอย่างที่สุด เพราะภาษาจีนเกิดมาแล้วกว่า 5,000 ปี ในขณะนั้น คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ยังไม่รู้ว่าได่เกิดมาเป็นสัตว์เซลเดียวหรือยัง ค้วยวิสัยทัศน์ที่มืดบอดนี้ จึงวางมาตรการควบคุมการศึกษาภาษาจีน ไม่ออกใบอนุญาตให้ก่อตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีน ในขณะที่คุณสามารถขอตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้นได้อย่างไม่มีปัญหา การออกหนังสือพิมพ์จีนทำไมได้ ที่มีอยู่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองก้ควบคุมทุกตัวหนังสือ จนมีอยู่ยุคหนึ่งสมัยเผด็จการทหารครองเมือง มีการเซ็นเซอร์ข่าวทุกเล่น ข่าวไหนแค่เอ่ยถึงจีนหน่อย ก็เอาหมึกจีนป้ายทั้งข่าว ตอนหลังรู้ว่า ขาวบ้านยังอ่านได้โดยการส่องทะลุแสงแดด หรือนำไปแช่น้ำ ก็เพิ่มความเข้มข้นโดยการเอากรรไกรตัดเลย จนหนังสือพิมพ์รุ่งริ่งจนจะนำไปพับถุงใส่กล้าวแขกก็ยังไม่ได้
ในขณะที่ปฏิบัติต่อคนจีนมาตรฐานหนึ่ง แต่กลับปฏิบัติต่อชนชาติอื่นอีกมาตรฐานหนึ่ง ใครที่เกิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะรู้สึกถึงดับเบิลสแตนดาร์ดนี้ได้ดี อย่าว่าแต่คนจีนเท่านั้นเลยที่จะรู้สึก แม้แต่คนไทยแท้ๆก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน การเปิดโรงเรียนภาษายะวีย์สามารถทำได้อย่างอิสระ เทศกาลวันสำคัญของศาสนาต้องประกาศเป็นวันหยุดราชการ มีวิทยุช่องภาษายะวีร์ ในขณะที่วันตรุษจีนโรงเรียนยังไม่ยอมหยุดให้ตอนนั้นก็ต้องอาศัยที่โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกจีนกว่าครึ่ง จึงหยุดกันเอง ในโรงเรียนจีนก็ให้ใช้ตำราจีนเพียงเล่มเดียวที่กระทรวงศึกษาพิมพ์ให้ คือ 华文课本 (หวา เหวิน เค่อ เปิ่น) ที่หน้าหนึ่งมีภาษาจีนแค่ 2 ตัว จนผู้ใหญ่บางท่านบอกว่า “นี่มันไร้ค่ายิ่งกว่ากระดาษชำระ” เพราะหนังสือเรียนเล่มอื่นๆที่ทางโรงเรียนจัดเอง ยังมีตัวหนังสือมากกว่า อย่าง 国语 หน้าแรกก็ 妈妈, 妈妈快来 ดีที่โรงเรียนมีการแอบสอนวิชาอื่นๆ ซึ่งมีครบทุกวิชาเหมือนภาษาไทย แต่ทางการก็ไม่วายต้องส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาฯมาตรวจทุกเดือน จนเมื่อไรที่เจ้าหน้าที่มาตรวจ ทางโรงเรียนก็ให้นักเรียนเอาหนังสือไทยไว้บนโต๊ะ ก็ด้วยการทำหน้าไหว้หลังหลอกกับทางรัฐนี้แหละ ถึงมีความรู้อย่างทุกวันนี้ได้
ที่นำมากล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ต้องการแบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนา เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความโงเขลาเบาปัญญา และวิสัยทัศน์ที่มืดบอดของอดีตนักการเมืองและนักวิชาการ ตลอดจนลูกจีนที่ได้ดิบได้ดีในตำแหน่งราชการบางคนที่ขายจิตวิญญาณของตน คนจีนที่อพยพเข้ามาในแผ่นดินไทยต่างสำนึกในบุญคุณแผ่นดินเสมอ จึงก้มหน้าก้มตารับชะตาโดยไม่มีปากมีเสียง
จากการสำรวจอัตราการรู้ภาษาจีน (อ่านออกเขียนได้) ของคนจีนในประเทศไทย เมื่อปี 1990 ได้ตัวเลขที่น่าตกใจมาก โดยคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป รู้ภาษาจีน 38.1% พวกเที่อายุต่ำกว่า 60 ปี การรู้ภาษาจีนจะมีอัตราส่วนลดลงอย่างฮวบฮาบ เช่นกลุ่มอายุ 50-59 ปี รู้ภาษาจีน 15.0% 20-29 ปี รู้ภาษาจีน 10.9% 10-19 ปี รู้ภาษาจีน 9.0% อายุต่ำกว่านั้น รู้ภาษาจีนเพียง 4.1% ดังนั้นกลุ่มที่อายุเกิน 60 ปี ก็นับวันล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ (ตัวเลขหลังจากนี้ ยังไม่ตัวเลขการสำรวจอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่า ณ วันนี้ อัตราส่วนนี้น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว)
แม้ว่าประเทศไทยกับประเทศจีนจะเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1975 ก็ตาม แต่ตลอดเวลานั้น ประตูในการเรียนภาษาจีนก็ยังคงปิดตายเหมือนเดิม จนถึงช่วงนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ประตูบานนี้ถึงเริ่มเปิดแง้มออกมา จนมาวันนี้ ประตู้ได้เปิดกว้างขึ้นก็ตาม แต่จากที่พูดคุยกับแวดวงการศึกษา ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ครูสอนภาษาจีนที่ได้มาตรฐานยังขาดแคลนอีกมาก แม้ว่าทางรัฐบาลจีนจะให้ความช่วยเหลือโดยการมอบทุนแก่ครูภาษาจีนให้ไปอบรมในประเทศจีน และส่งครูอาสามาช่วยสอนในประเทศไทย แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ หรือให้ได้ระดับมาตรฐาน อาจารย์ที่สอนภาษาจีนในระดับอุดมศึกษาก็บ่นเช่นกันว่า เนื่องด้วยระดับมาตรฐานความรู้ต่างกันมาก จึงทำให้หาตำราสอนไม่ได้ เพราะจะใช้ตำราจากจีนมาก็มาตรฐานสูงเกินกว่าจะรับได้ แต่ไทยเองก็ยังไม่มีตำราเรียนที่เหมาะกับการเรียนการสอนของนักศึกษาไทย
ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ถ้าหากเรายังไม่เร่งพัฒนาแก้ไข เราคงล้าหลังประเทศข้างบ้านเราอย่่างไม่ต้องสงสัย สำหรับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์คงไม่ต้องพูดถึงแล้ว อย่างประเทศสิงคโปร์เมื่อก่อนเคยประกาศให้ชาวสิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และพูดให้ได้มาตรฐาน ตอนหลังกลับลำใหม่ให้ใช้ภาษาจีนแทน และพยายามเร่งปรับปรุงให้พูดภาษาจีนให้ได้มาตรฐานอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนประเทศเวียตนามนั้น รัฐบาลเขามีการให้ทุนแก่นักศึกษาเข้าไปเรียนในประเทศจีนทุกปีอยู่่แล้ว
เราจะมัวรอความช่วยเหลือหรือความหวังจากรัฐบาลหรือ รัฐบาลถือว่าไม่มีหน้าที่ ลำพังแค่ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ที่แก่งแย่งกันยิ่งกว่าสุนัขหิวโซแยกอุจจาระเสียอีก คงไม่มีเวลาและสมองทีี่จะมาคิดถึงเรื่องเหล่านี้หรอก ยกเว้นแต่ว่า เรื่องนี้จะมีงบประมาณมากพอที่พวกเขาจะชักหัวคิวได้ แต่สุดท้ายแล้ว จะเหลือเม็ดเงินที่จะพัฒนาตกถึงประชาชนจริงๆสักแค่ไหน
พวกเราจะมัวแต่รอคอยอย่างลมๆแล้งๆอีกนานแค่ไหน อย่ากระนั้นเลย อะไรที่่ช่วยเหลือตัวเองได้ก็ช่วยเหลือไปก่อนเถอะ อย่าลืมว่า พวกเขาคือลูกหลานมังกรที่สืบทอดอารยธรรมมากว่า 5000 ปีแล้ว เราจะมานั่งทำลายพวกเรากันเองในรุ่นของเราเชียวหรือ สังคมที่มีความหลากหลายไม่ได้หมายถึงสังคมที่แตกแยก ไม่คมที่มีหลายภาษา หลากวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงสังคมที่แยกเขาแยกเรา เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยจิตสำนึกในแผ่นดิน จิตรวมศูนย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จิตสำนึกแห่งความเป็นไทย (ถึงแม้จะคนละเชื้อชาติ) ไม่ใช่หรือ
ไม่มีหัวข้อที่เกี่ยวข้อง







































12 Responses to “ทำไมลูกจีนในไทยจึงลืมภาษาพ่อแม่ของตน”
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลความรู้ทางประวัติศาสตร์ รุ่นผมนี่ไม่เคยมีโอกาสได้รู้เรื่องพวกนี้หรอกครับ
ผมมีความเห็นประเด็นหนึ่งว่า สาเหตุที่คนจีนในประเทศอื่นยังคงความเป็นจีนกันอย่างเหนียวแน่นเป็นเพราะ ประเทศเหล่านั้นยังมีความแบ่งแยกทางเชื้อชาติอยู่หรือเปล่า ทำให้คนจีนยังคงเกาะตัวกันเหนียวแน่น
แต่เห็นด้วยในหลายๆประเด็น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความไม่ใส่ใจของภาครัฐ ที่สำคัญ ผมว่าควรส่งเสริมให้ลูกจีนมีความภูมิใจในความเป็นลูกจีนครับ เมื่อมีความภูมิใจแล้วเรื่องภาษา แต่ละคนก็คงจะไปขนขวายไปเรียนกันเองได้
By รับแปลงานจ้า on Mar 3, 2009
หากจะพูดถึงการแบ่งแยกเชื้อชาตินั้น คงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คนจีนรักษาภาษาของตัวเองให้ดำรงอยู่ได้ ยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากที่โค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์อินโดฯที่มีจีนสนับสนุนแล้ว ชาวจีนก็เลยโดนหางเลขไปด้วย ชาวจีนต่างไม่กล้าแสดงฐานะความเป็นจีนของตัวเอง บางอย่างก็เหมือนกับคนจีนในไทย คือเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ให้เป็นชื่อสกุลอินโดแทน ภาษาจีนไม่มีสิทธิ์พูดหรือเรียน คนจำนวนไม่น้อยก็หาคนอินโดฯแต่งงานเพื่อความกลมเลืน ดังนั้น สภาพชาวจีนในอินโดจึงไม่แตกต่าง (หรืออาจเลวร้ายกว่า) คนจีนในไทยนัก
กลับมาที่ประเทศมาเลเซีย ก็เคยเกิดการต่อต้านคนจีนในช่วงหนึ่ง และอีกปัญหาหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีผู้นำพรรคอย่างเฉินผิง (陈平) หรือที่พวกเราเรียกกันว่ ชินเปง ที่เกือบจากมีส่วนเข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐของมาเลเซีย ถ้าไม่ถูกอังกฤษหักหลังเสียก่อน แต่รัฐบาลมาเลเซียกลับรู้จักแยกแยะระหว่างการเมืองกับวัฒนธรรม (ภาษาจีน) ซึ่งประเด็นนี้แตกต่างจากผู้กุมอำนาจรัฐไทยในอดีต ที่หลับหูหลับตาตามก้นไอ้กัน
อย่าไปหวังเพิ่งรัฐเลยครับ แค่เขาเปิดเสรีให้พวกเราได้ศึกษาก็ดีถมแล้วครับ พวกเราต้องช่วยกันเองครับ ทางผมจึงได้จัดทำ ThaiChinese Forum ขึ้น เพื่อเป็นก้าวเล็กๆสำหรับพวกเราลูกจีนทั้งหลายจะได้ช่วยกันส่งเสริม ช่วยกันศึกษาแบ่งปันความรู้กัน จึงอยากเชิญชวนทุกคนครับ
By admin on Mar 3, 2009
ผมก็คนไทยเชื้อสายจีน 100% เหมือนกันครับ แต่พูดภาษาจีนไม่ได้เลย ไหว้เจ้าอะไรก็ไม่รู้เรื่องสักนิด แต่มีคนแบบผมเยอะๆคนเป็นสาเหตุหนึ่งมั้งครับ ที่ประเทศไทยไม่มี Race riot เหมือนในมาเลเซีย กับ อินโดเซีย เป็นไทยกันหมดแล้ว อิๆ
By หม่า on Apr 17, 2009
ถ้าจะบอกประเทศไทยไม่มี Race Riot ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ในสมัยก่อนที่เราเคยได้ยินเรื่องอั้งยี่นั้นก็ส่วนหนึ่ง และภาครัฐสมัยจอมพล ป. ก็พยายามแบ่งแยกเชื้อชาติ ถึงเปลี่ยนประเทศสยามเป็นประเทศไทย (ลองอ่านบทความเรื่อง”โฉนหน้าประวัติสาสตร์ที่แท้จริง เหตุการณ์นองเลือดที่เยาวราช” อาจเห็นภาพได้ชัดยิ่งขึ้น) ชนชาติอื่นจึงกลายเป็นประชากรชั้น 2 ไป เพียงแต่ประเทศไทยเราเป็นเมืองพุทธ และมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นศูนย์รวมจิตใจ จึงแตกต่างจากประเทศอื่นที่กล่าวถึง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลจอมพล ป.ในวันนั้น ได้สร้างบาดแผลให้กับประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงกำเริบเป็นระยะๆ
By admin on Apr 17, 2009
เสื้อเหลือง เสื้อแดงก็คล้ายๆเหมือนกันนะครับ ถ้าดูจากหน้าตาส่วนใหญ่ของผู้ชุมนุม รวมถึงการจุดประเด็นลูกจีนรักชาติขึ้นมาอีก ข่าวทางจีนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเชื้อชาติรึเปล่าครับ
By หม่า on Apr 17, 2009
ทางจีนไม่ได้มองประเด็นเชื้อชาติครับ เพราะเขาเองก็รู้ว่า ไม่ว่าอดีตนายกฯหรือนายกฯปัจจุบันต่างก็ลูกจีนทั้งนั้น ชาวเน็ตในจีนเองก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม ถือหางกันคนละข้าง แต่กลุ่มที่อยู่สีแดงนั้น การแสดงความเห็นน่ากลัวมาก หมิ่นเหม่เหลือเกิน
By admin on Apr 17, 2009
เหอะ ใช่ จีนเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะที่สุด แต่ดูผลผลิตที่ผลิตออกมาสิ พวกอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ถ้ามาจากจีน ถือว่าห่วยสุดๆ มีประชากรเยอะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องดีเสมอไปหรอกนะ
ผมเป็นลูกครึ่งไทยจีนแต่พูดจีนก็ไม่เป็น พิธีอะไรต่างๆ ก็ไม่รู้เรื่อง และก็ไม่มีความจำเป็นาต้องรู้ด้วย ยุคนี้มันยุคไหนแล้ว ยังไงถ้ารู้ภาษาอังกฤ ก็ไม่อดตายหรอกครับ ยังไงซะ เรื่องโลกอินเตอร์เน็ทก็ยังใช้ภาษาอังกฤษกันส่วนใหญ่อยู่แล้ว
By ยนนื on Oct 4, 2009
ขอคุณสำหรับความเห็นครับ
ยุคนี้มันยุคไหนแล้ว ยังไงถ้ารู้ภาษาอังกฤ ก็ไม่อดตายหรอกครับ
คำถามนี้คงต้องไปถามอาจารย์ของ Oxford ครับ ทำไมถึงต้องยุบภาควิชาภาษาญี่ปุ่นแล้วแทนที่ด้วยภาควิชาภาษาจีนแทน
การที่ไม่รู้ภาษาจีน พิธีกรรมต่างๆ ถ้าไม่ทำให้เราเดือดร้อนก็ไม่เป็นไรครับ คนเราอยู่ในสภาพและวิถีที่เราพอใจก็เป็นการดีแล้ว ถ้าหากเราไม่ต้องรู้รากเหง้าของตัวเอง แต่ผมกลับชื่นชมเด็กไทยที่ไปอยู่ต่างแดน อย่างอเมริกาที่ขวนขวายเรียนภาษาไทย ขนมธรรมเนียมประเพณีไทย ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว อยู่ในสังคมอเมริกาที่ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกือบทุกด้านแล้ว ไม่จำเป็นรู้ก็ได้ แต่พวกเขากลับพยายามสืบสานความเป็นรากเหง้าของตนเอง
ที่คุณคิดเช่นนั้นไม่ผิดหรอกครับ เพราะนั่นเคยเป็นความคิดของผมเมื่อตอนเป็นเด็ก เพราะผมเรียนกับฝรั่งจนไม่เห็นว่าภาษาจีนจะมีความจำเป็นอะไร จนเมื่อเติบโตมีโอกาศดูงานในต่างประเทศ เห็นฝรั่งพรีเซ็นต์ผลิตภัณฑ์เป็นภาษาจีนคล่องเปร๋อ จนเราซึ่งเป็นลูกจีนแท้ๆยังต้องอาย ความจริงถ้าคิดอย่างความคิดผมในวัยเด็ก ฝรั่งไม่จำเป็นต้องพรีเซ็นต์เป็นภาษาจีนคนเขาก็ฟังรู้เรื่องแล้ว แล้วเวลาอยู่บนเครื่องบินเช่นกัน รู้สึกฝรั่งไม่น้อยที่พูดจีนคล่องกว่าตัวผมเสียอีก
ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 40-50 ปีก่อน ก็เคยผลิตสินค้าที่พวกเราดูถูกว่า “ห่วย” เหมือนกัน วันนี้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และประเทศจีนในวันนี้ยังคงผลิตสินค้า “ห่วย” อยู่ แต่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และนักวิเคราะห์กล่าวกันว่า คงอีกไม่กี่ปีที่จีนจะแซงหน้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแทนอเมริกา แ้ล้วถึงวันนั้นเราค่อยเริ่มต้นเรียนภาษาจีนกัน คงไม่ทันชาวโลกเขาแล้วกระมัง แต่ยังไรเสีย เราก็คงไม่อดตายแน่นอนครับ
By admin on Oct 4, 2009
เห็นด้วยกับคนตั้งกระทู้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ เพื่อนบ้านเป็นไทยแท้ พูดไทยไม่ได้ เด็กๆไป รร.ไม่มีเพื่อนพูดจีนด้วย ถ้าพูดจีนโดนเพื่อนล้อ เมื่กลับบ้านก็ยิ่งไม่เกิดแรงบันดาลใจอยากพูดทำให้เด็กมองไม่เห็นความสำคัญของภาษาจีน (สำคัญตอนที่ต้องออกมาทำมาหากิน)
เป็นที่น่าเศร้าใจนัก ช่วงชีวิตในวัยเด็กเป็นเวลาที่สมองสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ดีที่สุด แต่ถ้าถามอิง อิงว่าผู้ใหญ่ในบ้าน และผู้นำประเทศมองไม่เห็นความสำคัญของภาษาจีน เพราะตนยังพูดไม่เป็นเลย แล้วยังมีผู้ใหญ่อีกมากมายกับเห็นว่าการได้พูดภาษาจีนเป็นเรื่องน่าอายไม่ทันสมัย เพราะในอดีตคนไทยเห็นเมืองจีนเป็นคอมมิวนิสต์ (แถมดูถูกเขาด้วย) แต่ปัจจุบันไทยเราล้าหลังกว่าจีน แบบตามทันได้ยาก โครงการเรียนฟรี 15ปี อย่างมีคุณภาพ ก็คงเป็นคุณภาพแบบไทยๆ เพราะครูที่สอนภาษาจีนอยู่ในรร.หรือมหาลัย ยังด้อยคุณภาพแถมพูดสำเนียงแย่มาก (แย่แบบไม่ต้องเปรียบเทียบกับสำเนียงปักกิ่งนะ เอาแค่สำเนียงทางใต้ก็พอ)
By อิง on Feb 8, 2010
อะไรก็ไม่เลวร้ายเท่าผู้ปกครองบ้านเมืองในสมัยนั้นแยกแยะไม่ออกระหว่างระบอบการปกครองกับภาษาจีน ภาษาีจีนเกิดมากว่าห้าพันปีแล้ว ขณะที่คอมมิวนิสต์เพิ่งเกิดมาร้อยกว่าปี กลับปะปนเลอะเทอะกลายเป็นว่าภาษาจีนเป็นภาษาของบคอมมิวนิสต์ และคนที่เรียนภาษาจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์เสียหมด
By admin on Feb 8, 2010
ผมก็ เป็น คนจีน ในสังคมไทย คนหนึ่ง ก่อนอื่น ผม ต้องขอขอบคุณ Website นี้มากที่ ได้ทำให้รู้ว่า ไม่ใช่ เเค่ผมคนเดียวที่คิดอย่างคุณ ผม เชื่อว่าผู้จัดทำนี้มากที่รู้ละเอียดของชาวจีนในไทยเราอย่างระเอียดเลยทีเดียว
จิงๆๆเเล้วผมได้มีโอกาสหลายครั้งที่ได้พูดคุยกับผู้เฒ่าผู้เเก่ต่างก็เห็นด้วยกันนะครับว่าสังคมจีนในไทยเรานั้นเเย่ลงเรื่อยๆๆ ในทางตรงกันข้ามเราต้องยอมรับว่าคนจีนนั้นได้สร้างสิ่งดีๆ หลายๆๆอย่างในประเทศเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สังเกตุได้ง่ายๆๆว่า เมืองใหญ่ที่มีความเจริญนั้นล้วนเเต่ถูกพัฒนาจากคนไทยเชื้อสายจีนทั้งนั้น เเต่สิ่งที่คนจีนได้รับในปัจจุบันนั้นเเทบจะพูดได้ว่า เราโดนล้างสมองเลยจิงๆๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่า นักการเมืองไทยในสมัยก่อนนั้นมองกาลไกล เค้ารู้ว่าถ้าเค้าไม่สามารถโค่นล้มรากคนจีนได้ อนาคตไทยเราต้องอยู่ใต้การควบคุมของคนจีนเเน่นอน ซึ่งก็จริง เราสังเกดได้ว่าเเม้กระทั้งปัจจุบันเเละอดีด ทั้งนายกเเละ สส ล้วนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนทั้งนั้น ผมเลยยอมรับว่า นักการเมืองในสมัยก่อนนั้นเก่งจริงๆๆ
เเต่ผมอยากจะพูดอีกคำหนึ่งว่ามีสิ่งหนึ่งที่เค้าคิดผิด คือ คนจีนเรานั้นไม่เคยคิดที่จะทำร้ายหรือทำลายชาติไทยเเม้เเต่น้อย เเม้กระทั่งคอมมิวนิส์มาเลเซีย (จีนเป็ง) เเต่คนจีนกลับโดนทำร้ายซ้ำเเล้วซ้ำเล่า จนเราเเทบจะไม่เหลือ ความเป็นจีนเลย ตรงกันข้ามกลับพวก***หรือ** ที่ ใต้ทำไมถึงได้อภิสิดอะไรหลายอย่าง จนเราเเทบจะพูดได้ว่าขณะนี้ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยเเล้ว สิ่งที่ผมสังเกตุได้ก็คือนับวันไทยเรามีเเต่จะถูกคุกคาม คนหลายคนอาจไม่เชื่อ เเต่ถ้าหากคุณได้ไปสัมผัสถึงชายเเดนใต้ หรือ เเม้เเต่ที่ กทม หรือ ที่ เเม่สอด etc. จะเห็นได้ว่าทำไม***ขณะนี้นั้นเกลื่อนเมืองเหลือเกินนี่หรือไทยเรา ปัญหาที่ตามมาก็มากมาย ไม่ที่ไหนเลยที่ไม่มีปัญหาหากคนกลุ่มนี้อยู่กันมากมาย เช่น มาเลเซีย สิงคโป พม่า อินเดีย เเอฟริกา ซูดาน ฟิลิปปิน หรือเเม้แต่ที่จีนเอง ผมกล้าพูดว่า หากเราไปที่อำเภอเเล้ว เอา สำมะโนครัว ของ***มาเทียบดูเเล้วเราจะทราบว่าเเนวโน้มมีเเต่จะมากกับมากขึ้นเเล้วในที่สุดวัฒนธรรมเราจะไม่เหลือเลย
หากเรามามองย้อนมาที่มาเลเซียทำไมชาวจีนในมาเลเซียถีงยังคงอยู่ ผมตอบได้คำเดียวว่า เพราะว่า ชาวจีนในมาเลเซียนั้น ยังได้รับการศีกษาจีนอยู่ นี่เหละคือ Key Point ที่ทำให้สังคมจีนในใทยเราเเย่ถึงขนาดนี้ ผมกล้าพูดว่าตั้งเเต่วินาทีเเรกที่โรงเรียนจีนถูกปิด นั้นคือวินาทีที่คนจีนในไทยเราจะเป็นอดีต เพราะเด็กจะไม่รู้ภาษาเกิด คนในบ้านก็จะเริ่มพูดเเต่จีน เเทนที่ พ่อเเม่สอนลูกพูดจีนก็กลายเป็นลูกสอนพ่อเเม่พูดไทยเเล้วในที่สุดเราก็ลืมตัวเอง เเรกๆก็ลืมภาษาในที่สุดก็ลืมวัฒนธรรม เเม้เเต่ความคิดก็ไม่เหลือจากรักเชื้อชาติ ก็กลายเป็นเกลียดหรือทำร้ายเลือดตัวเอง ” ยิงนกตัวเดียวทุกอย่างก็จบ”
ตรงกันข้ามกับ***ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้มีอภิสิทอะไรในสังคมขนาดนี้ ผมว่าที่เขาอยู่ได้มาถึงขนาดนี้ เพราะอะไร ทำไมเราคนจีนถึงโดนรังเเก ยิ่งคนจีนในสามจังหวัดน่าสงสารมากมีใครรู้ไหม นึกถึงอดีตที่เราเคยยิ่งใหญ่ ไปไหนก็มีป้ายภาษาจีน ตรุษจีนทีไร เพลงตรุษจีนดังทั่วเมืองทั่วประเทศอายเขาไหม
สุดท้ายนี้ผมขอฝากเราชาวจีนทั้งหลายทั้ง จีน ร้อยเปอเซน หรือ ครึ่ง หรือ เสี้ยว หรือ โคตรเซี้ยว โปรดอย่าลืมเลือด ชาดกำเหนิด ถึงเเม้เราขณะนี้จะพูดภาษาจีนไม่ได้หากได้อ่านข้อความนี้เเล้วอย่างน้อยอย่าคิดอคติเลย เราชาวจีนไม่เคยคิดทำร้ายประเทศไทย มีเเต่พัฒนา กอบกู้ (พระเจ้าตากสิน) โปรดเถอะอย่าลืมตัวเอง เเละเเซ่ของตัวเอง หากทำสิ่งไดได้ อย่างน้อยการส่งลูกหลานเรียนหนังสือจีน หรือพูดเกี่ยวกับบรรพบุรุษบ้างเเค่นี้ก็ถือว่าเป็นคนจีนที่ดีเเล้ว อีกอย่างเชื่อผมเถอะเกิดเป็นคนจีนถือว่าไม่น้อยหน้าใคร เพราะเราชาวจีนไปไหนก็มีเเต่เป็นผู้นำ เชื้อจีนเป็นชาติที่มีเเต่สิ่งดีๆๆ โปรดอย่าลืมตัวเองเลย เราโดนทำร้ายมาพอเเล้ว
ทิ้งท้ายผมมีความคิดดีๆๆ ผมเชื่อว่า Website นี้เป็นที่ที่คนจีนรักเชื้อชาติตัวเอง ในอดีตโรงเรียนของเราถูกปิด ขณะนี้ผมเชื่อว่าโอกาสได้ถูกเปิดมากขึ้น ระหว่างที่เรานั่งตอบหรืออ่าน คอลัม ผมเสนอว่า ทำไมเราไม่รวบรวมสมาชิกเเละพยายามเปิดโรงเรียน จีนให้เหมือนดังอดีตที่เราเคยยิ่งใหญ่ ที่เขาเกรงเรา ที่เราคือ จีนอย่างเเท้จริง
เราต้องช่วยกันสร้างโรงเรียนจีนในไทยให้สำเร็จ ขยายสาขาให้ทั่วไทยเหมือนอดีต จนกระทั้งให้ลูกหลานเราไปไหนมาไหนก็ทักทายภาษาจีนกันเหมือนมาเลเซีย ผมรู้ว่ามันยากเเต่เราต้องใช้เวลา ผมเชื่อว่ามีคนที่คิดเหมือนผมหลายคนเช่นกัน
* หากสังคมไทยขาดคนจีน ถึงเวลานั้นก็คือเวลาที่เรารอให้ไทยเราเป็น***เหมือนดังเช่น ศาสนาพุทธที่เสื่อมลงเเละหมดสิ้นในหลายประเทศ เช่น อินโด มัลดีฟ Etc เพราะคนจีนเท่านั้นที่จะคานอำนาจ***ได้ เช่น มาเลเซีย เราจะเห็นได้ว่า คนนับถือศาสนาพุทธในมาเลเซีย เเละอินโดนีเซียนั้น ล้วนคือคนจีนทั้งสิ้น ซึ่งคนพุทธท้องถิ่นเดิมล้วนสูญสิ้นเป็น***เเล้วทั้งนั้น
By Jame on Feb 16, 2010
ที่บ้านเป็นคนจีนไหหลำที่ป๊าสั่งให้ลูกๆทุกคนเรียนโรงเรียนจีนที่ยะลาตั้งแต่ชั้นประถม ทุกคนคนอ่านออกเขียนได้ เพราะยังจำได้บ้าง แต่เนื่องจากไม่ได้เรียนต่อเนื่อง ทำให้ลืมไปเยอะ
ตอนนี้ำลังหันกลับไปเรียนใหม่ กำลังมองหาโรงเรียนที่สอนภาษาจีนเหมือนที่เคยเรียน เพราะจะเรียนทั้งปี ไม่ทราบพอจะแนะนำโรงเรียนให้ได้บ้างหรือไม่คะ
Li Shing (soapberry99@gmail.com
By Li Shing on Feb 22, 2010