คนไทยไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต? (泰国历史解读)

เทือกเขาอัลไตหากพวกเรายังคงจำกันได้ในสมัยเด็กๆ ตำราประวัติศาสตร์ไทยที่พวกเราเรียนกันนั้น จะกล่าวไว้ว่า คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งพวกเขาก็ท่องกันมาโดยไม่เคยรู้หรือสนใจเลยว่า อัลไตที่ว่านั้น มันอยู่สถานที่แห่งหนใดกัน รู้แต่เพียงว่าอยู่ในประเทศจีน และเราก็ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า การที่กล่าวว่ามาจากเทือกเขาอัลไตนั้น เนื่องด้วยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดสนับสนุนให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในปัจจุบันนี้ ความเชื่อนี้กำลังค่อยๆถูกลบออกจากความเชื่อเสียแล้ว เพราะนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ทั้งไทยและจีนจำนวนมาก ต่างออกมาให้ความเห็นแย้งว่า ไม่นาจะเป็นไปได้

เทือกเขาอัลไตอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน อันเป็นเทือกเขาที่อยู่คาบเกี่ยวกับดินแดนของประเทศจีน มองโกเลียและรัสเซีย ซึ่งถือว่าระยะทางจากเทือกเขาถึงถิ่นที่ตั้งของกรุงสุโขทัย ซึ่งถือเป็นอาณาจักรที่เป็นรัฐประเทศแห่งแรกของไทย ก่อตั้งเมื่อปี 1781 และเชื่อกันว่าอพยพมาอยู่ดินแดนอันเป็นที่ตั้งประเทศไทยในปัจจุบันตั้งแต่ประมาณปี 1400 หรือก่อนก่อตั้งกรุงสุโขทัย 381 ปี จึงแสดงให้เห็นว่า กว่าคนไทยที่อพยพมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิแล้วตั้งรกราก ณ กรุงสุโขทัยก็ต้องใช้เวลาเกือบ 400 ปี ดังนั้น การอพยพจากเทือกเขาอัลไตมาถึงดินแดนสุวรรณภูมินั้นย่อมจะต้องใช้เวลานับพันๆปีอย่างไม่ต้องสงสัย

นักวิชาด้านประวัติศาสตร์เคยพยายามหาเหตุผลสนับสนุนความเชื่อนี้ โดยกล่าวว่า ตามเส้นทางที่อพยพยังคงมีภาษาที่ใช้เหมือนกับภาษาไทยหลงเหลือปะปนกับภาษาถิ่นของสถานที่แต่ละแห่ง โดยได้ยกตัวอย่างเช่น มณฑลฝูเจี้ยน กว่างตง กว่างซี หยุนหนาน ซึ่งถือเป็นเหตุผลการสนับสนุนที่มีแทบจะไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย เพราะมณฑลดังกล่าวเหล่านี้ ล้วนเป็นมณฑลทางตอนใต้ของจีน และในจำนวนสี่มณฑลที่กล่าวมานี้ สองมณฑลใช้ภาษาถิ่นเหมือนกัน คือ 粤方言 ส่วนหยุนหนานซึ่งเป็นมณฑลที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากที่สุดของจีนนั้น ก็มีเพียงชนชาติไตเท่านั้นที่พูดภาษาแบบเดียวกับภาษาไทย หากจะกล่าวว่า นี่คือร่องรอยของการอพยพของคนไทยโบราณ น่าจะเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่า มณฑลที่กล่าวมานี้ โดยเฉพาะมณฑลกว่างซีน่าจะเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของคนไทยโบราณน่าจะถูกต้องกว่า และมณฑลข้างเคียงที่กล่าวมามีลักษณะคำภาษาไทยปะปนอยู่นั้นก็น่าจะเป็นเพราะการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่า มณฑลฝูเจี้ยนซึ่งอยู่อ่างไกลจากกว่างซีมาที่สุดนั้น มีอิทธิพลของภาภาไทยหลงเหลือน้อยที่สุดเช่นกัน

เส้นทางอพยพคนไทย
เส้นทางอพยพของคนไทยจากเทือกไขอัลไตตามแนวคิดของฝ่ายไทย

อีกประเด็นหนึ่งคือ ทำไมระหว่างเส้นทางจากเทือกเขาอัลไตจนถึงมณฑลฝูเจี้ยน เส้นทางการอพยพน่าจะใช้เส้นทางทางตะวันออก เพราะเป็นพื้นที่ราบและติดทะเล มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าตอนกลางหรือตะวันตกซึ่งเป็นที่ทุรกันดารมากกว่าและเป็นเทือกเขาสูงจำนวนมาก แม้ว่าจะมีบางคนได้แสดงเส้นทางอพยพจากเทือกเขาอัลไตสู่ประเทศไทยโดยลากเป็นเส้นตรง (ดูแผนที่) ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเส้นทางดังกล่าวนี้จะต้องผ่านเทือกเขาสูงไม่ต่ำกว่า 4-5 เทือกเขา และก่อนถึงเสฉวน ยังต้องผ่านที่ราบสูงธิเบต (ดุแผนที่ภูมิศาสตร์ของจีน)  และการอพยพที่ใช้เวลานับพันๆปีนั้น ย่อมจะต้องค่อยๆเคลื่อนย้ายถิ่นลงมาทางใต้ และย่อมจะต้องมีหลักฐานทางประวัติศาสตร  (ส่วนที่ขุุดพบบริเวณเทือกเขา เข่นเครื่องมือหิน เครื่องปั้นดินเผาไม่ได้บ่งบอกถึงความเกี่ยวข้องกับชนชาติไทย) ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุ ภาษา วัฒนธรรม ฯลฯ หลงเหลือให้เห็นบ้าง แต่ไม่เคยปรากฏ ในขณะเดียวกัน ชนชาติไทยนั้นไม่ใช่ชนชาติฮั่น และมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันไม่มากก็น้อย (ประชาชนที่อยู่บริเวณเทือกเขาอัลไตในปัจจุบันจะมีลักษณะเหมือนฝรั่งหรือแขกขาว) การที่อพยพมาพร้อมกันจำนวนมาก อาจมีจำนวนนับแสนหรืออาจถึงนับล้านคน (ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ จากการสำรวจจำนวนประชากรจีนเมื่อปี 2000 ที่มีจำนวนประชากรทั้งประเทศประมาณ 1200 ล้านคน ชนกล่มน้อยที่มีประชากรสูงที่สุดคือ ชนชาติจ้วง ประมาณ 15 ล้านคน รองลงมาคือชนชาติแมนจูประมาณ 11 ล้านคน นอกนั้นจะเป็นชนชาติที่

มีจำนวนประชากรประมาณ 1 ล้านคนขึ้นไป รวมทั้งชนชาติไตด้วย ยิ่งหากย้อนไปเมื่อประมาณสองพันปีก่อน จำนวนประชากรของจีนอย่างมากก็มีแค่หลักร้อยล้านคน แน่นอนว่า จำนวนประชากรชนกลุ่มน้อยย่อมลดน้อยลงตามส่วนด้วย)  ซึ่งการอพยพจำนวนคนมากเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์จีน และเนื่องด้วยการอพยพเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยการย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ระหว่างทางที่อพยพย่อมจะต้องมีประชาชนจำนวนหนึ่งปักหลักไม่ยอมเคลื่อนย้ายต่อ นั่นหมายถึงจำนวนประชากรที่อพยพจะลดลงเรื่อยๆเนื่องจากระยะทางและระยะเวลา

แผนที่ภูมิศาสตร์จีน
เทือกเขาต่างๆ (สีเขียว) ในประเทศจีน ซ้ายบนสุดคือเทือกเขาอัลไต

โดยปรกติแล้ว การอพยพย้ายถิ่นฐานมักจะมาจะมูลเหตุหลักๆคือ การถูกรุกราน และเกิดภัยธรรมชาติจนต้องหาที่ทำกินใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า สำหรับมูลเหตุแรกนั้น เมื่อถูกรุกรานโดยธรรมชาติแล้วมักจะเกิดการต่อสู้ และเมื่ออพยพถึงจุดที่ตนเห็นว่าปลอดภัยแล้ว มักจะหยุดพักตั้งรกรากต่อ และในประวัติศาสตร์จีนยังไม่เคยปรากฏการรุกไล่ศัตรูต่อเนื่องนับพันๆปี มีเพียงการที่ชาวจีนฮั่นสู้รบกับชนเผ่าซงนู๋ (匈奴)ซึ่งมีอาณาจักรที่เข้มแข็งบริเวณมองโกเลียในปีค.ศ. ตๅ ส่วนมูลเหตุหลังนั้น ถ้าหากบริเวณเทือกเขาอัลไตมีธรรมชาติไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน แต่ระหว่างทางที่อพยพบนส้นทางด้านตะวันออก ล้วนแต่อุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น ซึ่งน่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น และไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องอพยพลงใต้ต่อ อีกอย่างคือ การอพยพสมัยนั้น แน่นอนว่า ไม่ได้ตั้งเป้าไว้จะต้องมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิอย่างแน่นอน เพราะเชื่อว่า ผู้คนในโลกส่วนใหญ่คงยังไม่รู้จักดินแดนส่วนนี้เลย

ทีนี่มาดูประเด็นด้านภาษาบ้างกันบ้าง หากเราเชื่อว่า เราเริ่มมีภาษาไทยของเราเองในสมัยกรุงสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 18 เข้าไปแล้ว ในขณะที่ประเทศจีนมีอักษรภาพตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาลแล้ว หรือใกล้เข้ามานิด ในสมัยสามก๊ก ประมาณ 3000 ปีก่อน ก็มีการใช้ภาษาเขียนบนแผ่นไม้ไผ่ บนแผ่นผ้าบ้าง แล้วในช่วงเวลาระหว่างอพยพถึงสุวรรณภูมิอันเป็นระยะเวลาร่วม 2000 ปี ทำไมคนไทยโบราณเหล่านั้นถึงไม่ได้ซึมซับภาษามาใช้แม้แต่คำเดียวไม่น่าเป็นไปได้ เพราะชนชาติต่างๆในประเทศจีน แม้ต่างมีภาษาพูดของตัวเอง แต่ก็มีภาษาเขียนร่วมกันตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฉินเป็นต้นมา เพียงแต่อาจมีบางชนชาติที่มีขนาดใหญ่อย่างแมนจู ธิเบต และซินเจียงเป็นต้นที่มีภาษาเขียนของตัวเอง ส่วนชนชาติจ้วงซึ่งมีจำนวนประชากรสูงสุด และมีลักษณะคล้ายกับชนชาติไทยนั้น แม้จะมีภาษาพูดคล้ายกัน แต่ไม่มีภาษาเขียนของตัวเอง

อาณาจักรซงนู๋ (匈奴)
อาณาจักรซงนู๋ (匈奴)บริเวณสีเทาเข้ม

ความจริงหากเราพลิกบันทึกประวัติศาสตร์จีน เราจะทราบทันทีว่า ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ ก่อนที่จะมีอาณาจักรสุโขทัยนั้น เรามีประเทศเล็กประเทศน้อยต่างๆมากมาย นับตั้งแต่ทางเหนือมีอาณาจักรล้านนา ลงมาหน่อยก็มีลำพูน เพชรบูรณ์ สุรินทร์ แถบภาคกลางก็มีแถวราชบุรี สุพรรณบุรี ลงไปทางใต้ก็มีสุราษฏร์ธานี ปัตตานี เป็นต้น ซึ่งบันทึกเหล่านี้ปรากฏในฮั่นซู 汉书 เป็นเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ฮั่น และทางจีนมีการส่งคนมาสู่ดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่สมัยศรรตวรรษที่ 5  โดยมีบันทึกประวัติศาสตร์เป็นหลักฐาน และหนึ่งในอาณาจักรโบราณที่ประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึงค่อนข้างละเอียดคือ ประเทศผานผาน (盘盘)ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่แถบภาคใต้แถวบ้านดอน จ.สุราษฏร์ธานีของไทยในภูมิศาสตร์ปัจจุบัน (ชื่อผานผานอาจเพี้ยนมาจากพุนพิน) โดยในประวัติศาสตร์จีนความสัมพันธ์กับประเทศนี้ซึ่งมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 424 – 635 โดยบันทึกไว้ว่า “ประเทศผานผานเป็นประเทศพุทธศาสนา ประชาชนการศึกษาภาษาบรามัน สวดมนต์ มีวัดอยู่ 10 กว่าแห่ง นักบวชจะสวดมนต์ ไม่ทานเนื้อสัตว์และไม่ดื่มเหล้า” พร้อมกันนั้น ในบันทึกยังได้แยกนักบวชออกเป็นส่วนประเภทคือ ภิกขุ กับพระ (จากหนังสือ “ทงเตี่ยน (通典)”บทที่ 188 หน้า 1009)

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ หากจะสืบสาวต้นตระกูลของคนไทยน่าจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลสุวรรณภูมิของเรา ก็คือตอนใต้ของประเทศจีน และก่อนที่จะก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยนั้น บรรพบุรุษของพวกเราอาจจะเป็นคนในอาณาจักรโบราณเหล่านี้ประเทศใดประเทศหนึ่งก็ได้ ที่ตอนหลังอาจแยกตัวมาก่อตั้งประเทศของตนขึ้นมาจนรุ่งเรืองเติบใหญ่ถึงปัจจุบัน หากเป็นประเด็นนี้ สิ่งที่ชวนให้สงสัยสำหรับนักประวัติศาสตร์ของไทยยุคก่อนก็คือ เหตุใดจึงเลือกที่จะเขียนประวัติศาสตร์ไทยเช่นนั้น โดยไม่มีฐานแห่งความเป็นจริงรองรับ และข้อสมมติฐานที่ตั้งไว้แต่แรกก็ไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย ไม่อยากจะบอกว่าเขียนประวัติศาสตร์แบบตามใจตัวเองเพราะดูจะรุนแรงเกินไป แต่ก็มีคำกล่าวก้นว่า “ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวของผู้ชนะ” ดังนั้น การเขียนประวัติศาสตร์จึงเขียนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้กุมอำนาจเป็นสำคัญ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีการแทรกเรื่องราวที่ปรุงแต่ง เรื่องราวที่จินตนาการ ตลอดจนเรื่องราวที่เชิดชูผู้มีอำนาจ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด เพราะเหตุการณ์เรื่องราวเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับกลายประเทศนั้น แต่ละประเทศจะบันทึกประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกัน บางทีก็กลายเป็นหนังคนละม้วน

[hana-code-insert name=’OnlineHotel’ /]

ความจริงหากนักประวัติศาสตร์ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโบราณต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นบรรพบุรุษที่แท้จริงของพวกเราแล้ว หน้าประวัติศาสตร์ของไทยอาจเปลี่ยนโฉมไปอีกรูปแบบหนึ่ง หรือหากเราอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีจากบ้านเชียง ก็จะยิ่งทำให้เห็นถึงหน้าประวัติศาสตร์ของไทยยาวนานกว่าที่เป็นอยู่แค่ไม่กี่ร้อยปี แต่ปัญหาคือ เราจะแก้ประวัติศาสตร์อย่างไรเพื่อวัตถุประสงค์อะไร (การแก้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่หลายประเทศกระทำมาแล้ว อย่างเช่นญี่ปุ่น มาเลเซีย เป็นต้น) เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่กว่าเราจะมีอักษรของตัวเองก็สมัยพ่อขุนรามคำแหงแล้ว แต่เราก็ไม่มีนิสัยที่ชอบขีดชอบเขียน ดังนั้นเรื่องราวต่างๆในอดีตจึงอาศัยการบอกเล่าต่อๆกันมาเสียมากกว่า คงมีเรื่องราวในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาที่เราได้จากการบันทึกของฝรั่งต่างชาติที่เข้ามาค้าขายบ้าง หรือมาเผยแพร่ศาสนาบ้างถึงเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนบันทึกประวัติศาสตร์ของจีนในยุคโบราณนั้น เรากลับตัดตอนออกไปจะด้วยเหตุผลหรือวัตถุประสงค์ใดก็ตาม

แต่กล่าวโดยสรุปแล้ว การเขียนประวัติศาสตร์ของนักประวัติศาสตร์ไทยยุคก่อนเป็นลักษณะการเขียนที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง หากแต่เป็นการจินตการเพื่อสร้างเรื่องราวตอบสนองกลุ่มคนบางกลุ่มมากกว่าเรื่องราวแห่งความจริง และความเป็นชนชาติที่แท้จริง นี่จึงน่าจะเป็นที่มาของการตั้งสมมุติฐานอย่างเลื่อนลอยว่า คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต

4 thoughts on “คนไทยไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต? (泰国历史解读)

  • October 27, 2010 at 12:08 pm
    Permalink

    การเขียนประวัติศาสตร์ว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตนั้น น่าจะมาจากยุคสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นคนเริ่มนะครับโดยให้ หลวงวิจิตรวาทการ เป็นคนเขียนและใช้เป็นแบบเรืยนในโรงเรียนทั่วไป สาเหตุเป็นเพราะว่าช่วงนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น ประเทศต่างๆกำลังเกิดกระแสการพัฒธนาสู่ความเป็นอารยะ การจะพัฒธนาอนาคตให้มั่นคงนั้นจำต้องมีรากเหง้าอันแข็งแกร่งซะก่อน กอปรด้วยต้องการปลุกกระแสรัก(คลั่ง)ชาติขึ้นมาตามแบบฉบับญี่ปุ่น จึงส่งผลให้มีการบิดเบียนประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ สมัยนั้นวิทยาการทางโบราณคดียังไม่แพร่หลายประชาชนยังไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างในปัจจุบัน “การจะสร้างชุดประวัติศาสตร์หรือชุดความเชื่อ”เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นนัก แล้วทำไมต้องไปถึงอัลไต? เพราะยิ่งไกลก็ยิ่งเพิ่มระยะการเดินทาง ยิ่งเดินทางยิ่งต้องใช้เวลา ยิ่งขับเน้นถึงความวิริยะของบรรพชน ผมเพียงแต่สงสัยว่าเราผ่านเวลานั้นมานานแล้ว ทุกวันนี้โลกก็ก้าวไปไกลมากแล้ว ประชาชนก็พัฒธนาไปมากๆแล้ว ทำไมกระทรวงศึกษาธิการเมืองไทยยังทำตัวเป็นไดโนเสาร์ตกยุค ที่ยังคิดว่าจะยัดเยียดความเชื่ออะไรก็ได้ให้เยาวชนยุคใหม่ได้อยู่ บางทีสิ่งที่ทำให้คนไทยล้าหลังอาจมาจากความหลงอัตตาแบบปลอมๆอดีตที่ไม่เคยมีอยู่จริงและไม่ต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ
    คิดแล้วหดหู่จริงๆครับ

  • June 10, 2011 at 11:25 am
    Permalink

    ต้องการนำไปประกอบการเรียน

  • August 21, 2012 at 7:50 pm
    Permalink

    ด้วยเหตุนี้…….จึงเป็นเรื่องของ………..คุณไทยมาก

  • August 24, 2012 at 2:53 pm
    Permalink

    ผมว่าชีวิตน่าจะเริ่มจากน้ำขึ้นไปบนบก
    วิวัฒนาการจากน้ำ ไปสู่พื้น ไปสู่เขา
    บางทีคนเทือกเขาอัลไตอาจจะอพยพมาจากประเทศไทยก็ได้

Comments are closed.