เพลงจีนออนไลน์-线上音乐

บันเทิงยุคข้าวยากหมากแพง – ว่าด้วยเรื่องสามก๊ก

ใน The Wave Magazine เล่มที่ 32 ประจำเดือน เมษายน 2008 ซึ่งหมายความว่า ต้นฉบับได้เขียนไว้ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2008 โดยผมได้ลงล้ายเรื่องด้วยภาษาจีนคำง่ายๆ คือคำว่า 饭 = 食+反 หรือ “ฟ่าน” ซึ่งหมายถึง “ข้าว” อข้าวสารที่เรากินกันเป็นอาหารหลักในชีวิตประจำวันนั่นเอง โดยผมได้ยกที่มาของคำว่าข้าวในภาษาจีนว่า ประกอบด้วยคำสองคำคือ “สือ 食= กิน” กับคำว่า “ฝ่าน 反= ต่อต้าน” ซึ่งมันได้แฝงความหมายอันลึกซึ้ง เพราะถ้านำเอาสองคำนี้แยกออกจากกันก็จะไม่มีความหมายว่า “ข้าว” อีก ถ้าตัดตัวซ้ายคือ “สือ หรือ กิน” ออก ก็จะเหลือคำว่า “ฝ่าน หรือ ต่อต้าน” แปลความง่ายๆคือ ถ้าไม่มีกิน ก็จะเกิดการต่อต้าน

สัจจะธรรมข้อนี้ เป็นสิ่งที่คนจีนมองเห็นตั้งแต่เมื่อประมาณ 4000 กว่าปีที่แล้ว และสิ่งที่ผมคาดคิดไม่ถึงก็คือ เมื่อหนังสือ The Wave วางตลาดเมื่อเดือนเมษายน ก็เกินข่าวคราวเรื่องการขาดแคลนอาหารตามมุมต่างๆของโลก และไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยเอง ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และเคยตั้งเป้าว่าจะเป็นครัวของโลก ก็ไม่มีการยกเว้น ราคาข้าวสารถุง 5 กิโลกรัมได้ถีบตัวสูงขึ้นจากถุงละ 90 กว่าบาทเป็น 200 บาท และที่สำคัญยังหาซื้อไม่เคยได้ ถึงจะมีวางจำหน่าย ก็มีการจำกัดจำนวนซื้อต่อคนต่อครอบครัว ส่วนอีกหลายๆประเทศที่ไม่ใช่ประเทศปลูกข้าวอย่างไทยเรา ถึงกับต้องแย่งกันซื้อข้าวกิน และปัญหานี้กำลังจะกลายเป็นวิกฤตของโลกไปในไม่ช้า เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

สำหรับประเทศที่ขาดแคลนอาหาร แถมยังเป็นประเทศที่ยากจนจะน่าเป็นห่วงมากกว่าประเทศร่ำรวย ยิ่งหากเป็นประเทศที่รัฐบาลมัวแต่ห่วงปากท้องของตัวเองมากกว่ามากท้องของประชาชนชาวบ้านตาดำๆแล้วคงหนีไม่พ้นที่คำว่า “ฟ่าน饭” จะกลายเป็น “ฝ่าน反” คนเราถึงคราที่ต้องเลือกเอาระหว่างอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรแล้วต้องอดตาย หรือจะลุกขึ้นมาสู้ยังมีความหวังที่จะอยู่รอด 50/50 ดังนั้น ประเทศที่เป็นอู่ข้าว หากรัฐบาลมัวแต่ทำงานแบบโชว์ออฟให้ข้าฯได้หน้า 2-3 เดือนก่อน หลังจากนั้น พวกเอ็ง (ประชากร) ก็ก้มหน้าก้มหน้ารับกรรมก็แล้วกัน ชาวบ้านคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ เพราะคนเรากินข้าว ไม่ได้กินอย่างอื่น  (มีต่อ….)

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเดือนเมษายน ทำให้ผมหวนคิดถึงเหตุการณ์กบฏโพกผ้าเหลืองในสมัยสามก๊ก การที่ชาวบ้านต้องคว้ามีด พร้า จอบ เสียม ลุกขึ้นมาก่อความจลาจลประเด็นหลักก็หนีไม่พ้นเรื่องอาหารปากท้องนั่งเอง ประกอบกับรัฐบาลที่ไม่สนใจความเดือดร้อนทุกข์ยากของชาวบ้าน เหล่าข้าราชการ ขุนนางทั้งหลายก็มัวแต่เสวยสุข และทูลความเท็จต่อพระราชสำนัก จนพระราชวงศ์อ่อนแอ ชาวบ้านระดับรากยากจึงคิดอะไรก็ไม่พ้นแค่ปากท้องของตนเอง แผ่นดินจึงลุกเป็นไฟ กลุ่มผู้มีอำนาจต่างแย่งกันเป็นใหญ่ จึงเกิดการรบพุ่งของสามก๊กยาวนานถึงสองร้อยกว่าปี จึงสามารถรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง

ทำไมผมถึงต้องมองย้อนเสียยาวไกลย้อนหลังไปถึง 3000 กว่าปี ทั้งนี้ก็เพราะว่าประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่สอนเรา และบรรพชนได้เสียเลือดเนื้ออันเป็นบทเรียนราคาแพง และเจ็บปวดที่คอยเตือนสติอนุชนรุ่นหลังอย่าเดินตามร้อย แต่น่าเสียดายยิ่ง ที่คนรุ่นหลังมักจะไม่ไปสนใจบทเรียนในอดีต มุ่งแต่จะแสวงหาความสุขเฉพาะหน้าใส่ตัว เลยขับเคลื่อนกงล้อประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอย่างไม่ยอมจดจำ และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมต้องหวนคิดถึงเหตุการณ์ในสามก๊ก ก็เนื่องด้วยมีเหตุการณ์อื่นที่เข้าลักษณะละเมิดเบื้องสูงจนอาจทำให้ อ่อนแอในที่สุดเหมือนดังในเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์

ประจวบกับทางสถานีโทรทัศน์ “ไทยทีวี” ก็ได้นำภาพยนตร์เรื่อง “สามก๊ก” มาฉายซ้ำอีก (ตอนเขียนต้นฉบับอยู่นี้ได้จบแล้ว และก็ขอสารภาพว่า ผมไม่ได้ติดตามทางโทรทัศน์หรอก แต่ได้ดูจากผ่านดีวีดีที่ซื้อมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังดูไม่จบ) ทำให้ต่อมความอยากดูเกิดขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากดูจากแผ่นดีวีดีที่ซื้อมาแล้ว ยังได้จังหวะที่ขณะนี้ภาพยนตร์เรื่อง “สามก๊ก-ขุนศึกเลือดมังกร”


ภาพยนตร์ “สามก๊ก-ขุนศึกเลือดมังกร”

*****ชมภาพยนตร์เรื่องสามก๊ก -ขุนศึกเลือดมังกร ฉบับเต็มๆ*****ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการนำเอาเฉพาะตัวละครต้นในช่วงสามก๊ก คือจูล่ง หรือจ้าวจื่อหลง ตั้งแต่วัยหนุ่มตอนสมัครเข้าร่วมกับกำลังจ๊กก๊กของเล่าปี่ เป็นภาพยนตร์แนวดตราม่าที่ประกอบด้วยฉากอลังการ และดูสนุก และที่สำคัญลีลาของฉากการแสดงที่ดูสวยงาม ในด้านของเนื้อหาในภาพยนตร์นั้น ผมขอเว้นไว้ไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี่ ขอให้ไปชมเองในโรงภาพยนตร์หรือซื้อผ่านดีวีดีมาชมเองที่บ้านดีกว่า แต่ที่อยากให้ข้อสังเกตคือ ฉากการต่อสู้ของภาพยนตร์จีนในเรื่อง (และแนวโน้มจะออกมาทำนองนี้มากขึ้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่สร้างจากจีนแผ่นดินใหญ่) เท่าที่สังเกตคือ การเน้นฉากการต่อสู้ขนาดใหญ่ที่ใช้กำลังคนมากมาย ซึ่งแลดูสวยลาม ยิ่งใหญ่ และก็แตกต่างจากภาพยนตร์ฮ่องกงที่เราเคยเห็นทั่วไป ที่เน้นความเก่งกาจของตัวเอกจนเลิศเลอเกินไป แต่ที่ดูแล้วจะขัดกับข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์คือ การใช้ชุดเกราะโลหะ และหมวกโลหะที่ดูจะออกในแนวของทหารโรมันโบราณเสียมากกว่าทหารจีน โดยเฉพาะฉากการใช้รถม้ารบพุ่ง โดยที่แกนกงล้อที่ติดปลายหอกแหลม ซึ่งดูชัดเจนไม่ใช่ของจีนแน่ ฉากการรบที่ออกมาทำนองนี้มีให้เห็นหลายเรื่องในระยะหลังนี้ ซึ่งแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่อง “Hero” แม้จะเป็นฉากการสู้รบขนาดใหญ่เช่นกัน แต่ก็ดูเป็นทหารจีนแน่นอน


ในด้านของดาราทั้งตัวนำและตัวประกอบนั้น ต้องยอมรับว่า เป็นการ “รวมดาว” รุ่นเดอะสมัยชอร์บราเดอร์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะดาราคนโปรดผมสมัยเป็นโจ๋บ้านนอก เช่นเยี่ยหัว (เป็นเล่าปี่) ตี้หลง (เป็นกวนอู) แต่ไฉนถึงไม่เอาคู่หูเดวิด เจียง มาด้วย และหงจินเป่า (เป็นลั่วผิงอัน คนที่จูล่งไว้วางใจเรียกพี่ใหญ่ได้อย่างสนิทปากสนิทใจอย่างเสมอต้นเสมอปลาย) และที่สำคัญพระเอกจูล่ง แสดงโดยหลิวเต๋อหัว /ส่วนนางเอกนั้น ลืมไปเถอะ เพราะไม่มีบทบาทอะไรเกี่ยวกับเนื้อหาในภาพยนตร์มากนัก ยกเว้นแต่เสริมเนื้อหาให้ดูเป็นดราม่ามากขึ้นเท่านั้นเอง

ส่วนในเรื่องของเนื้อหานั้น อย่างที่บอกแต่แรกแล้วว่า จะไม่ลงรายละเอียด แต่จะขอบอกถึงความรู้สึกส่วนตัวนิดหน่อยว่า ตัวเองอาจจะติดยึดกับภาพยนตร์ทีวีซีรี่ส์มากเกินไป และก็มีความรู้สึกว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด และผู้แสดงแต่ละคนแสดงได้สมบทบาท และสะท้อนบุคลิกของตัวละครออกมาได้ดีเยี่ยม จนต้องนึกตำหนิตัวเองในใจว่า การคิดอย่างนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เลย แต่จุดที่น่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “Massage” ที่สะท้อนสัจจะธรรมที่ค่อนข้างแรง คือขุนศึกจูล่งกับเพื่อนซี้ ลั่วผิงอันที่ทำให้เราเห็นว่า ความอิจฉาริษยาพร้อมที่จะทำลายความเป็นเพื่อนและผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ทุกเมื่อ เนื่องจากลั่วผิงอันซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่า และได้สอนสั่งจูหลงด้วยตนเอง แต่แล้ว จูล่งกลับมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานล้ำแซงหน้าพี่ใหญ่อย่างลั่วผิงอัน จนลั่วผิงอันต้องหาทางทุกวิถีทางเพื่อทำลายหรือสกัดดาวรุ่ง และที่เลวร้ายที่สุดคือ การเป็น “ไส้ศึก” ที่ทำให้การรบของจูล่งในระยะหลังๆ รบที่ไหนก็แพ้ที่นั่น โอ้..อนิจจัง มันจะแตกต่างจากนักการเมืองหลายๆคนในบางประเทศตรงไหนกัน

*****ชมภาพยนตร์เรื่องสามก๊ก -ขุนศึกเลือดมังกร ฉบับเต็มๆ*****

อัลบั้ม “Three Kingdoms”
ซีดีเพลงสามก๊ก พร้อมๆกับช่วงจังหวะเดียวกัน ในวงการบันเทิงก็ได้มีผลงานชุด “สามก๊ก” หรือ “Three Kingdoms” ออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน หากจะบอกว่า “สามก๊ก-ขุนศึกเลือดมังกร” เป็นภาพยนตร์สามก๊กฟอร์มยักษ์ และ ”Three Kingdoms” เป็นผลงานเพลงฟอร์มยักษ์ก็คงไม่ผิดนัก ทั้งภาพยนตร์และบทเพลงมีอะไรหลายๆอย่างที่ละม้ายกน โดยเฉพาะในส่วนของการผสมผสานระหว่างความเป็นระวันออกกับตะวันตก โดยผลงานเพลงชุดนี้จะเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีตะวันออก คือเครื่องดนตรีโบราณจีน กับเครื่องดนตรีตะวันตก หากจะถามว่ามันทำให้คุณค่าของดนตรีลดน้อยลงไปหรือไม่ ก็ต้องขอเรียนว่า “ไม่เลย” เพราะในส่วนของตนตรีจีนโบราณนั้น จะให้บรรยากาศและความรู้สึกความเป็นประวัติศาสตร์จีน ส่วนในด้านเครื่องดนตรีตะวันตกที่ประกอบเป็นบิ๊กแบนด์ (วงออสเคสตรในบางเพลง) จะให้ความรู้สึกความยิ่งใหญ่ แต่ความ (ยิ่ง) ใหญ่เรื่องหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือ การทำกล่องอัลบั้นขนาดใหญ่ คือใหญ่ขนาดพอๆกับแผ่นเสียงซิงเกิล ที่ไม่ชอบเพราะว่าขนาดมันไม่เข้ากลุ่ม จัดเก็บลำบาก ส่วนขนาดแบบดีวีดี ผมถือว่ารับได้
การได้ฟังผลงานเพลงชุดนี้ก็ไม่ต่างจากชมภาพยนตร์สามก๊ก เพียงแต่คุณอาจต้องใช้พลังจินตภาพที่สูงมากกว่าปรกติเท่านั้น  เนื่องจากคุณจะต้อง “ฟังให้เห็นภาพ” ผลงานทั้งชุดประกอบด้วย 12 เพลง โดยเพลงแรกเริ่มด้วยเพลง “ล่วน” หรือ “จลาจล” เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและปี่กลองที่โหมกระหน่ำทำให้ฟังแล้วรู้สึกจิตใจว้าวุ่นกับความไม่สงบ ในเพลงที่สาม “คงเฉินจี้ หรือ แผนร้างเมือง” การใช้เครื่องดนตรีพิณโบราณจีนดีด ได้ให้บรรยากาศที่สงบเงียบของเมืองที่ปล่อยทิ้งว่าง ตามแผนของขงเบ้ง ส่วนเสียงกล่องที่ดังเป็นแบ็คกราวดังกระหึ่มเป็นระลอกๆฟังดูน่าสะพรึงกลัวสำหรับเหล่าทหารที่จะบุกเข้าเมือง เพลงที่ 5 “เชียนหลี่โจ่วตานหม่า หรือควบม้าพันลี้” เสียงพิณที่ดีดด้วยจังหวะที่เร่งเร้า แสดงถึงกวนอูเมื่อคราวที่ถูกโจโฉจับและขาดการติดต่อกับเล่าปี่และเตียวหุย จนเมื่อวันหนึ่ง ทันทีที่ทราบว่าจากสองพี่น้องร่วมสาบาน กวนอูจึงควบม้าไปสมทบด้วยความดีใจ ส่วนเพลงอื่นๆ นั้น ล้วนแต่เป็นไฮไลท์ของเรื่อง เช่นเพลงที่ 7 บรรยายถึงการวางเพลงกองเรือของทัพโจโฉ และเพลงสุดท้าย คือ “ซันเฟินกุยยี่ถ่ง หรือการรวมทั้งสามก๊กกลับเป็นหนึ่ง”
ประวัติศาสตร์ก็คือวันนี้ในอดีต หรือวันนี้ก็คือประวัติศาสตร์ในวันหน้า เราเป็นมนุษย์จึงไม่อาจละเลยประวัติศาสตร์ของตนได้ ดังนั้น เราจะให้หน้าประวัติศาสตร์ของเราบันทึกลักษณะไหน ก็ขึ้นอยู่กับเราทุกคนที่จะช่วยกันขับเคลื่อนในวันนี้ เราอยากจะให้ชนรุ่นหลังคิดถึงเราแบบโจโฉหรือเล่าปี่ก็อยู่ที่เราเป็นผู้กำหนดมิใช่หรือ

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

สามก๊ก-โจโฉแตกทัพเรือ (2) หากวันนั้นโจโฉใช้ Google Map จะเป็นอย่างไร

สามก๊ก-โจโฉแตกทัพเรือ หนังฟอร์มยักษ์จากจอห์นวู

ภาพยนตร์ “สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร”

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Haohao
  • Technorati
  • YahooMyWeb
  • Google Bookmarks
  • Live-MSN
  • Ask
  • MisterWong
  • MySpace
  • Netscape
  • SEOigg
  • Socializer
  • StumbleUpon
  • TwitThis
  • YahooBuzz

Related posts:

  1. ภาพยนตร์ “สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร” หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวในบทความ “บันเทิงยุคข้าวยากหมากแพง -- ว่าด้วยเรื่องสามก๊ก” ถ้าหากยังไม่หนำใจ มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันแบบเต็มๆกันเลย ซึ่งแยกเป็นต้นย่อยๆ 10 ตอน...
  2. Alan-เพชรน้ำเอกที่เจียรนัยจากธุลีดิน สืบเนื่องมากจากภาพยนตร์มหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของผู้กำกับมือทอง-จอห์น วู เรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ (Red Cliff) ซึ่งผมได้ชมทั้งสองภาค โดยภาคแรกดูจากแผ่นดีวีดี ส่วนภาคที่...
  3. ฉางจิ้ง(常静)-สุดยอดศิลปินกู่เจิงนีโอคลาสสิก พวกเราชาวไทยส่วนใหญ่คงได้ชื่นชมกับพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในการทรงกู่เจิง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีจีนโบราณที่พระองค์ท่านสนพระทัยมานาน พระอาจารย์นักกู่เจิงชาวจีนที่อยู่เบื้องหลังนั้น พวกเราส่วนใหญ่อาจไม่รู้จัก ถ้าหากจะกล่าวว่า เธอผู้นั้นคือ...

SEO Powered by Platinum SEO from Techblissonline Copy Protected by Tech Tips's CopyProtect Wordpress Blogs.