เพลงจีนออนไลน์-线上音乐

โฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดที่เยาวราช (泰国唐人街事件的真面目)

ถนนเจริญกรุงเหตุการณ์นองเลือดที่ถนนเยาวราชเมื่อวันที่ 21 กันยายน ปี 2488 สำหรับลูกหลานจีนรุ่นพวกเราคงมีน้อยคนที่จะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น หากจะรู้บ้างก็คงจะเป็นข้อมูลจากทางการไทย ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลของทางการไทยก็ต้องกล่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากการก่อความวุ่นวายของชาวจีนเอง ทั้งที่ความจริงนั้นหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ แต่เนื่องจากประเทศไทย ประวัติศาสตร์ไทยในหลายร้อยปีที่ผ่านมา เรามักจะบันทึกประวัติศาสตร์กันแบบคลุมเครือ ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก มั่วๆซั่วๆตามลักษณะของ “การปกครองแบบศรีธนนชัย”
หน้าประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด ไม่มีการชำระ ไม่สืบสาวหาข้อเท็จจริง คำกล่าวที่ว่า “นำประวัติศาสตร์มาเป็นบทเรียน เพื่อใช้สอนสั่งลูกหลาน” จึงนำมาใช้ไม่ได้กับประวัติศาสตร์ไทย ไม่ต้องมองอื่นไกล แค่ไม่กี่สิบปีมานี้ ย้อนกลับไปเมื่อคราวที่มีการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยนั้น เพียงเพื่อสนองต่อมความอยากของผู้นำในด้านลัทธิคลั่งชาติ เพียงคิดว่าชนเผ่าไทยจะต้องยิ่งใหญ่ในภูมิภาค (ฝันไกลถึงขนาดจะรวมกับชนเผ่าไทในภาคใต้ของจีน ชาวไทที่อพยพอยู่ตามประเทศต่างๆ เช่น พม่า ลาว เวียดนามเพื่อจัดตั้งเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ภายใต้การสนับสนุนของประเทศญี่ปุ่น) จึงใช้ชื่อชนเผ่ามาตั้งเป็นชื่อประเทศอันเป็นการข่มชนชาติอื่นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติจีน มาลายู อินเดีย มอญ เป็นต้น ให้อยู่ด้อยกว่าชนชาติไทย แม้ว่าในขณะนั้น จะมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายประเทศสยามก็กลายเป็นประเทศไทยจนทุกวันนี้ ส่วนปัญหาผลร้ายที่ตามมาหลอกหลอนจนทุกวันนี้ อย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรากลับไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ในขณะที่ความผิดพลาดที่ทำลงไปในอดีต ก็ไม่มีใครคิดอยากจะสนใจที่จะสะสางชำระให้ถูกต้อง นี่คือหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์อันอัปยศของประวัติสาสตร์ไทย


เช่นเดียวกับหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ที่ดูเหมือนจะถูกลบเลือนไป หรือไม่ก็ปล่อยให้เทาๆอยู่อย่างนั้น ดังเช่นเหตุการณ์ในวันที่ 21 กันยายน ปี 2488ซึ่งเป็น่ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด และประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ที่ทางการไทยเรียกว่า “การก่อความวุ่นวายของคนจีน” จนนำสู่การเสียชีวิตของชาวจีนร่วม 100 กว่าคน และอีกหลายพันคนถูกจับกุมคุมขัง หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้น เหตุผลของทางการไทยคือ “เนื่องจากอารมณ์คลั่งในชัยชนะของฝ่ายจีน” จึงก่อความวุ่นวายอย่างบ้าคลั่ง หรือ “ด้วยความคลั่งในชัยชนะจนขาดสติ ชาวจีนจึงมองคนไทยอย่างศัตรู เพื่อแก้แค้นตลอดเวลาที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม”  เป็นต้น โดยเรื่องราวที่ทางการไทยบอกแก่ชนรุ่นหลังคือ คนจีนที่อพยพเข้ามาใช้แรงงานในประเทศไทยได้รับการกดขี่ข่มเหงจึงเก็บกดสะสมความแค้นมาโดยตลอด จนเมื่อข่าวคราวประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม และประเทศจีนซึ่งอยู่ฝ่ายพันธมิตร (ในขณะที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นอยู่ฝ่ายอักษะ และให้การสนับสนุนประเทศญี่ปุ่น) จึงอยู่ในฐานะประเทศผู้ชนะสงคราม และที่สำคัญคือ ประเทศจีนได้กลายเป็นหนึ่งในห้าประเทศมหาอำนาจโลก พวกชาวจีนจึงออกมากระโดดโลดเต้น และระบายแค้น พวกเขาดื่มเหล้าเมามาย คลุ้มคลั่ง ขาดสติ เริ่มต้นก่อเหตุคือ อยู่ๆก็ไปทำร้ายคนขับสามล้อคนไทยที่วิ่งผ่านถนนเยาวราช เมื่อตำรวจมาห้ามปราม พวกชาวจีนก็รุมทำร้ายตำรวจ สถานการณ์จึงยิ่งทวีความรุนแรง จนเกินกว่าที่จะควบคุมได้ รัฐบาลไทยจึงไม่อาจที่จะยอมรับและอดทนต่อไปได้ ดังนั้น ในวันที่ 21 กันยายน จึงได้จัดส่งกองกำลังทหารพร้อมยานยนต์หุ้มเกราะจำนวนหนึ่งเข้าสู่ถนนเยาวราช และลงมือปฏิบัติการใช้กำลังอาวุธเข้าปราบปรามชาวจีนผู้ก่อความไม่สงบ…..

QED Silver Anniversary XT Speaker Cable

เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่า สันดานของผู้กุมอำนาจไม่ว่ายุคใดสมัยใดไม่เคยเปลี่ยนแปลง เหตุผลเดียวกันสามารถนำมาอ้างได้ทุกยุคทุกสมัย และเหตุผลนี้ฟังดูก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนจากเหตุการณ์เมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภาแต่อย่างใด เพียงแต่ต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วโฉมหน้าประวัติศาสตร์เป็นเช่นใด จากการค้นหาข้อมูลหลายๆแหล่ง เช่น 《华侨华人百科全书》(สารานุกรมชาวจีนโพ้นทะเล) ในหน้าที่ว่าด้วย “เหตุการณ์บนถนนเยาวราชที่กรุงเทพฯ” หรือการรายงานของ ”หนังสือพิมพ์ตงง้วน” (中原报)ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2488 หรือหนังสือพิมพ์ 《真话报》,《周报》,《曼谷通讯》(หนังสือพิมพ์จีนฉบับเหล่านี้ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว คงเหลือตงง้วนที่ควบรวมกับฉบับอื่นที่ยังคงตีพิมพ์ในปัจจุบัน) ที่ตีพิมพ์ในช่วงเวลาเดือนตุลาคม ปีเดียวกันต่างก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน หรือแม้กระทั่งรายงานของหน่วยข่าวกรองอังกฤษในขณะนั้นก็ไม่ได้แตกต่างออกไปจากโทนนี้นัก
โดยเรื่องของเรื่องคือ ในปี 2488 เดือนสิงหาคม รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกยึดอำนาจไป และรัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งนั้น แม้จะมีผู้นำคนใหม่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความเป็นลัทธิชาตินิยมอย่างสูง ความรู้สึกต่อต้านชาวจีนก็ยังมีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในส่วนของผู้นำระดับสูงในกองกำลังตำรวจและทหาร ในส่วนของสมาคมชาวจีนนั้น ก็มีการยกระดับอิทธิพลของตนเอง กลุ่มขวาจัดชาวจีนก็ได้สร้างกระแสลัทธิชนชาติฮั่น (汉)ที่ยิ่งใหญ่มาโหมกระพือปลุกเร้าพี่น้องชาวจีน และร่วมมือกับกลุ่มขวาจัดของทางการไทยเพื่อขยายอิทธิพล สร้างความแตกแยกระหว่างไทยกับจีน จนนำสู่การนองเลือด
เดือนสิงหาคม ปี 2488 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม คืนวันที่ 20 กันยายน ปีเดียวกัน ในขณะที่ชาวจีนกำลังฉลองเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ตามถนนหนทางต่างๆ โดยเฉพาะถนนเยาวราช จึงคลาคล่ำไปด้วยชาวจีนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ ในขณะนั้น พอดีมีรถสามล้อคันหนึ่งวิ่งผ่านมา ที่ท้ายรถมีการปักธงชาติจีนไว้โบกไสว ชาวจีนสองข้างทางที่เห็นธงชาติต่างก็โห่ร้องด้วยความดีใจ บางส่วนก็วิ่งตามรถสามล้อคันหนึ่ง เมื่อส่วนหนึ่งวิ่งตาม คนอื่นๆเห็นเข้าก็วิ่งตามสมทบเข้าไปอีก จนกลายเป็นการจราจรเป็นอัมพาต คนขับสามล้อคนไทยเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็เลยดึงธงชาติออก แล้วโยนลงพื้น ชาวจีนที่เห็นเข้าก็เลยเกิดความโกรธแค้น จึงเกิดการชกต่อยคนขับสามล้อ คนขับสามล้อกลับชักเปืนออกมายิง ตำรวจที่ผ่านมาเห็นเกินกำลังที่จะเข้าไประงับเหตุได้ จากนั้นก็ได้ส่งกองกำลังตำรวจหลายคันรถพร้อมด้วยอาวุธ กระจายไปตามจุดต่างๆ และสาดกระสุนลงมาจากที่สูง ในคืนวันที่ 21 เดือนเดียวกัน กลุ่มขวาจัดที่แทรกซึมเข้ามาในถนนเยาวราช โดยกระจายไปตามโรงแรม โรงน้ำชา และหลบซ่อนตามที่ต่างๆ ก็ดำเนินการยิงเพื่อสร้างสถานการณ์  ในขณะนั้น กองกำลังตำรวจซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้วร่วม 1000 นาย ที่กระจายตามที่ต่างๆ ก็ขนมาพร้อมอาวุธ รถหุ้มเกราะ รถถังเข้ามาปิดล้อมตามสะพานและจุดต่างๆ รอบบริเวณถนนเยาวราช ถนนเจริญกรุง สำเพ็ง สะพานเหล็ก เป็นต้น จากนั้นก็ใช้อาวุธปืนสั้น ปืนกลยิงกราดอย่างไร้เป้าหมาย หม้อแปลงไฟฟ้าต่างๆระเบิดใช้การไม่ได้ จนเกิดความมืดไปทั่ว ท่ามกลางคามมืดนั้น กองกำลังของตำรวจก็ได้ยิงใส่ร้านค้า ร้านทอง บ้านเรือนของชาวจีน บางคนที่ถูกยิงตาย ก็ถูกลากออกมาเผา ในวันที่ 22 รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน
ในวันที่ 24 สมาคมจีนต่างๆออกแถลงการณ์ร่วมขอหยุดดำเนินธุรกิจทั้งหมด ทางรัฐบาลไทยด้านหนึ่งรู้สึกเหตุการณ์ชักจะบานปลาย แต่อีกหน้าหนึ่งก็ยังอยากจะใช้กำลังเพื่อสยบชาวจีน ในคืนวันที่ 25 ทางการไทยได้ส่งกองกำลังตำรวจใช้อาวุธยิงทำร้ายชาวจีนในที่ต่างๆ เช่น ย่านประตูน้ำ เป็นต้น วันที่ 26 รัฐบาลไทยขอร้องให้พ่อค้าวานิชชาวจีนเปิดดำเนินธุรกิจตามปรกติ กลุ่มสมาคมชาวจีนจึงได้ประชุมหารือ เพื่อยื่นเงื่อนไข 5 ข้อให้แก่รัฐบาล โดยให้รัฐบาลถอนกำลังทั้งหมดออกไป ปล่อยตัวชาวจีนที่ถูกจับกุม ตรวจสอบความเสียหาย และปรับปรุงท่าทีที่มีต่อชาวจีน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลก็ได้รับทุกเงื่อนไข
ในวันที่ 30 ร้านค้าต่างๆเปิดดำเนินการตามปรกติ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากสำรวจพบว่า ชาวจีนเสียชีวิตกว่า 140 คน โดยมี 60 ศพลอยอยู่ในแม่น้ำ ร้านค้า ร้านทอง บ้านเมืองกว่า 400 แห่งถูกทำลาย ปล้นสะดม ทรัพย์สินเสียหายอย่างหนัก ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เพราะเฉพาะวันที่ 22 วันเดียวก็มีคนถูกจับกุมร่วม 1,000 คนแล้ว
เหตุที่เกิดขึ้นนั้น ต้นเหตุมาจากฝ่ายขวาจัดทางการไทย ร่วมกับฝ่ายขวาจัดของจีนบางกลุ่มได้ยุยงให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวไทยและชาวจีน โดยได้มีการพิมพ์ใบปลิวเป็นภาษาจีนโดยมีข้อความยุยงให้ชาวจีนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลไทยและคนไทย โดยในใบปลิวได้อ้างชื่อหน่วยข่าวกรองพิเศษ โดยมีบุคคลลึกลับนำไปแจกจ่ายตามชุมชนต่างๆ ในขณะเดียวกัน ตามกำแพงอาคารในตลาด ก็มีการติดแผ่นป้ายที่เขียนด้วยลายมือด้วยข้อความทำนองเดียวกัน
ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น นาย Dening หน่วยข่าวกรองของอังกฤษในไทย ได้โทรเลขรายงานหน่วยเหนือที่ฉงชิ่ง (重庆) เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2488 แบบด่วนมาก ลับมาก โดยรายงานว่า ท่าทีของชาวจีนบางกลุ่มอาจกำลังนำปัญหาความยุ่งยากเข้ามาก ถ้าหากดำเนินไปเช่นนี้ต่อไป ก็จะได้รับการตอบโต้จากทางญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้ผู้บังคับบัญชาหากมีโอกาสพบปะกับรัฐบาลจีน ขอให้ทางรัฐบาลจีนได้ช่วยชี้แจงแก่สมาคมชาวจีนในสยามเพื่อดำเนินวิถีทางกฎหมาย หลีกเลี่ยงความรุนแรง….
ในขณะเดียวกัน ข่าวลือต่างๆแพร่สะพัดไปทั่วว่า ประเทศจีนในฐานะผู้ชนะสงครามจะส่งกองทหารเข้ามาประจำในสยามในฐานะประเทศผู้แพ้สงคราม การปล่อยข่าวลือเช่นนี้ต้องการที่จะสร้างความเกลียดชังชาวจีนให้เกิดขึ้นกับชาวไทย แม้ว่ากลุ่มเสรีไทย และกลุ่มต่อต้านญี่ปุ่นจะออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ชาวจีนกับชาวไทยสามัคคีกัน เพื่อความสัมพันธ์ที่มีมาอันยาวนานก็ตาม
หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายสัปดาห์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้เมื่อปี 2494 ว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเบื้องหลัง โดยสาเหตุที่แท้จริงมาจากฝ่ายการเมืองโดยแท้ ไม่ใช่เป็นเพราะชาวบ้านดีใจจนบ้าคลั่ง…..เนื่องจากกลุ่มผู้กุมอำนาจที่สนับสนุนญี่ปุ่นส่วนหนึ่ง เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ตัวเองก็ต้องหลุดจากอำนาจ จึงใช้เครื่องมือทางการเมืองทุกวิถีทาง นั่นก็คือการยืมมือชาวจีนในไทยเพื่อสร้างความแตกแยก เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่เนื่องจากเกรงว่า หากเรื่องแดงออกมา จะครองใจชาวบ้านไม่อยู่ จึงได้ใช้ “มือที่สาม” สร้างสถานการณ์บนถนนเยาวราชเพื่อนำสู่การล้อมปราบ
นี่คือประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่ยังคงดำมืด และชาวจีนก็ยังคงเป็นผู้หลายเหมือนกับหลายๆเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เมื่อไรหนอ ประเทศนี้จึงจะปกครองโดยผู้มีปัญญาในทางที่ถูก ไม่ใช่ผู้มีปัญญาแบบศรีธนนชัย เราคงไม่อยากให้เปลี่ยนชื่อประเทศอีกครั้งหนึ่งว่า “ประเทศศรีธนนชัย”

หมายเหตุ: แปลและเรียบเรียงจาก 《泰国华侨华人研究》เขียนโดย 洪林, 黎道钢 จัดพิมพ์โดย 香港社会科学出版社有限公司 เมษายน 2006

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • Digg
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Haohao
  • Technorati
  • YahooMyWeb
  • Google Bookmarks
  • Live-MSN
  • Ask
  • MisterWong
  • MySpace
  • Netscape
  • SEOigg
  • Socializer
  • StumbleUpon
  • TwitThis
  • YahooBuzz

Related posts:

  1. สมาคมอั้งยี่ (洪门)- สมาคมลับอิทธิพลมืด? คำว่าอั้งยี่สำหรับคนไทยนั้น ถือเป็นคำที่น่ากลัว น่าเกลียดน่าชัง เพราะว่าหากใครโดนข้อหา “มีการกระทำอันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร” (จะสังเกตว่า บ้านเรามักจะนำคำว่าอั้งยี่รวมกับซ่องโจร) ถือเป็นโทษร้ายแรงที่อาจถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว ทำไมคำว่าอั้งยี่จึงดูเลวร้ายและร้ายแรงถึงเพียงนั้น...
  2. ชาวจีนและอั้งยี่ภูเก็ต (普吉华人与红字派) ภูเก็ตเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์จนได้รับการขนานนามว่า เกาะเงิน เกาะทอง และเป็นที่หมายตาของพวกฝรั่งนักล่าอาณานิคมทั้งหลายที่พร้อมจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ทั้งใต้แผ่นดินและผืนน้ำแห่งนี้ สำหรับชาวจีนนั้นได้อพยพเข้ามาอยู่ภูเก็ตตั้งแต่ยังเป็นเกาะที่รกร้างว่างเปล่า เพื่อเข้ามาแผ้วถางทำกิน ราวรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ภูเก็ตก็เริ่มมีชาวจีนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยแล้ว...
  3. ดร.ซุนยัดเซ็นกับการเคลื่อนไหวปฏิวัติในสยาม (孙中山在暹罗之革命活动) ดร.ซุนยัดเซ็น หรือ ซุนจงซัน (孙中山)ตามสำเนียงภาษาจีนกลาง (ต่อไปนี้จะขออนุญาตเรียกดร.ซุนจงซันแทนซุนยัดเซ็นที่คนไทยคุ้นเคย โดยคำว่ายัดเซ็น หรือมาจากภาษาจีนว่า ยี่เซียน逸仙) ในช่วงที่ท่านก่อการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงนั้น...

  1. 9 Responses to “โฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดที่เยาวราช (泰国唐人街事件的真面目)”

  2. ดีครับ เป็นอีกมุมมองจากทางฝั่งจีนที่น่าสนใจ ถ้ามีบทความแปลแบบนี้อีกก็จะคอยติดตามอ่านนะครับ

    By หม่า on Apr 17, 2009

  3. คนเขียนทั้งหมดเป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ หรือเป็นชาวจีนอพยพที่ส่วนใหญ่จะได้สัมผัสเหตุการณ์ในช่วงโน้น ยังมีข้อมูลอีกเยอะครับ

    By admin on Apr 17, 2009

  4. ขอถาม 2 ข้อครับ
    1) เหตุการณ์นองเลือดที่เยาวราชเกิดขึ้นเมื่อเกือบสามสิบปีมานี้ คิดว่า ราวพ.ศ. 2520 หรือ 2522 เกิดขึ้นเพราะอะไร รัฐบาลยุคนั้นมีใครเป็นนายกครับ แล้วล้มตายกันกี่คน
    2) ธนาบัตรรูปซุนยัดเซ็นมีพรรคก๊กมินตั๋งนำเข้ามาเพื่อระดมทุนจากไทยไปสู้คอมมิวนิสต์ใช่หรือไม่ ระดมทุนเฉพาะในประเทศไทยหรืออีกในอีกหลายประเทศ เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ราคาตอนแลกเปลี่ยนนั้นเท่าไหร่

    ขอบคุณครับ

    By อาเพียว on Sep 17, 2009

  5. 1. ช่วงปี 2520-2523 พลเอกเกรียงศักดิื์ ชมะนันทร์เป็นนายกฯครับ แต่ผมไม่ทราบเหตุการณ์ที่คุณบอก ไม่มีข้อมูลครับ
    2. สมัยนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็แย่งชิงมวลชนชาวจีนโพ้นทะเลให้สนับสนุนฝ่ายของตน แต่ส่วนใหญ่แล้วชาวจีนโพ้นทะเลจะอาสาบริจาคและกลับไปร่วมต่อสู้ด้วยความสมัครใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน แต่ก๊กมิ่งตั๋งแทนที่จะสู้กับญี่ปุ่น แต่กลับหันมาสู้กับคอมมิวนิสต์ฝ่ายเหมาเจ๋อตง ซึ่งเป็นคนจีนด้วยกันแทน ชาวจีนจำนวนมากจึงไม่พอใจ เพราะคนจีนชูคำขวัญเสมอว่า “คนจีนต้องไม่ฆ่าคนจีนด้วยกัน”

    By admin on Sep 19, 2009

  6. มาวุ่นวายในเมืองไทยเท่าไหร่แล้ว พวกเจ๊กแป๊ะ ออกไป

    By ไทย on Dec 20, 2009

  7. ไม่ทราบว่า คุณที่อ้างชื่อว่า ไทย.. เหตุใดถึงเขียนแบบนี้ครับ ก่อนที่คุณจะเขียนคุณได้คิดหรือป่าวว่ามันจะส่งผลต่อจิตใจคนผู้อ่านท่านอื่นที่อาจจะเป็นได้ทั้งชาวไทยเชื้อสายจีน หรือคนไทยเองก็ตาม หรือไม่ ปัจจุบันบ้านเมืองของเราก็วุ่นวายอยู่พอสมควรแล้ว หากคุณยิ่งเขียนแบบนี้ หรือมีความคิดแบบนี้อยู่ คุณคิดเองแล้วกันครับว่า คุณทำถูกแล้วหรือไม่…

    ผมรู้ครับว่าการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นดี ทำให้เราได้รู้ถึงความเป็นมาเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งไหนดีก็นำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต สิ่งไหนที่ในอดีตทำแล้วส่งผลร้ายหรือผลเสียต่อบุคคลรอบข้าง เราก็ควรนำมาเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้สิ่งนั้นๆเกิดขึ้นอีก…

    ตัวผมคนไทยเชื้อสายจีน ไม่เคยคิดที่จะแบ่งแยกระหว่างคนไทยกับคนจีนเลย ยิ่งกว่านั้น ผมดีใจมากกว่าที่ได้เกิดในแผ่นดินสยาม มีในหลวง ที่ทรงเป็นที่รักของชาวไทยทุกคน

    สุดท้าย ผมต้องขอ อภัยที่ต้องเขียนแบบนี้ เพราะผมไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกในหมู่คนไทยไปมากกว่านี้

    By คนไทย บรรพบุรุษจีน on Jan 18, 2010

  8. อ่ามาตั้งเยอะ
    สะดุดที่คุณ ไทย ตอบออกมา
    ไม่ทราบว่าบรรพบุรุษผมไปขี้ใส่กระเป๋ากางเกงคุณหรือเปล่า
    ผมโนสอนมาต่างๆนาๆเกี่ยวกับคนเชื้อสายไทยและจีน
    แต่ผมไม่เคยแบ่งแยก
    ทุกอย่างอยู่ที่ตัวบุคคล
    ดังนั้นผมว่าคุณไม่น่าจะใช่คนไทยหรือจีนหรอกนะ

    By คนไทย อากงจีน on Jan 31, 2010

  9. ใจเย็นๆกันครับอดีตผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าเอามันมาขัดแย้งกันเลย
    เราไทยแท้หรือชาวสยาม ก็ขอโทษแทนด้วยครับ เราอย่าลืมสิว่าบ้านเมืองเราเคยสามัคคีกัน อยู่อย่างสงบ ใช้ชีวิตแบบไทยๆหนักเอาเบาสู้ ยิ้มตอนรับเพื่องต่างถิ่น โชคดีครับ

    By เราชาวสยามทุกคน on Mar 2, 2010

  1. 1 Trackback(s)

  2. Feb 4, 2010: Tweets that mention โฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดที่เยาวราช (泰国唐人街事件的真

Post a Comment

SEO Powered by Platinum SEO from Techblissonline Copy Protected by Tech Tips's CopyProtect Wordpress Blogs.