“จ้วง”กว่างซี ต้นกำเนิดตระกูลภาษาไทย? (广西“壮” – 泰语的发源地?)
Posted by admin on
January 14, 2010
“ทำไมต้องใส่ใจศึกษาชนชาติจ้วง?”
เป็นคำถาม คุณทองแถม นาถจำนง นักกวีไทย-จีน/แปล ผู้ศึกษาชนชาติจ้วง เปิดประเด็นต่อนักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ในหัวข้อ “จ้วง ไทศึกษา พี่-น้องข้ามแผ่นดิน” แล้วชนชาติจ้วงเกี่ยวข้องอะไรกับคนไทย พลิกไปคำถามหาคำตอบ
ทองแถม กล่าวว่า “เราก็ต้องถามกลับว่า ท่านสนใจรากเหง้าของคนไทยหรือเปล่าล่ะ? สนใจประ วัติชนชาติไทยหรือเปล่าล่ะ? ถ้าสนใจก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องชนชาติจ้วง จะหาต้นกำเนิดของชาติไทยได้ที่ไหน? อัสสัม ยูนนาน ไม่ใช่คำตอบ แต่คำตอบอยู่ที่ กวางสี ต่างหากล่ะ”
เมื่อมองชนชาติจ้วง เป็นชนชาติส่วนน้อยที่มีจำนวนพลเมืองมากที่สุดในกลุ่มชนชาติส่วนน้อยด้วย กัน คือมีประมาณ 15 ล้านคนในกวางสีและยูนนาน ถ้ารวมชนชาติอื่นๆ ที่ใช้ภาษาตระกูลเดียวกัน(ไท-กะ-ได) แล้วจะมีพลเมืองถึง 20 กว่าล้านคน
ชาวจ้วงคือใคร? ต้องบอกว่าชื่อ “ชนชาติจ้วง” เป็นชื่อใหม่ รัฐบาลสาธารณรัฐประ ชาชนมีนโยบายให้สิทธิปกครองตนเองแก่ชนชาติส่วนน้อย รัฐบาลจีนได้สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ ชนกลุ่มน้อยต่างๆ แล้วประกาศรับรองให้เป็น “ชนชาติส่วนน้อย”
ทองแถมชี้ให้เห็น เดิมทีชนเผ่าต่างๆ ที่ใช้ภาษาจ้วง มีชื่อเรียกตนเองต่างๆ กันมากราว 30 กลุ่ม เช่น ผู้จ้วง ผู้ม่าน(บ้าน) ผู้นา ผู้ไท นุง โท้ ฯลฯ รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ใช้ชื่อเดียวร่วมกันว่า “จ้วง” ดังนั้นชนชาติจ้วงปัจจุบันนี้จึงมีส่วนประกอบจากชนกลุ่มย่อยอีกหลายกลุ่ม
ชนชาติจ้วงที่เคยเรียกตนเองว่า ผู้ไท(ไต) กระจายอยู่แถบตอนใต้ของกวางสี ชายแดนกวางสี-เวียด นาม เป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไทย มีคำศัพท์ร่วมกันมากมาย ถ้าได้สอบทานคำโดดๆ กัน จะฟังพอเข้าใจ แต่ถ้าพูดเต็มประโยค คนจ้วงกับคนไทยจะสื่อไม่เข้าใจกัน เพราะภาษาจ้วงรับเอาศัพท์ภาษาจีน สำเนียงไป๋หั้ว(สำเนียงท้องถิ่นหนึ่งของภาษากวางตุ้ง)มาใช้มาก คนไทยไม่รู้ภาษาจีนจึงไม่เข้าใจ ทำนองเดียวกับภาษาไทย รับเอาบาลี-สันสกฤตเข้ามามาก คนจ้วงจึงไม่เข้าใจ
เขาขยายความ จากที่เดินทางเข้าไปศึกษา พบว่าแม้แต่คนจ้วงด้วยกันเอง อยู่กันคนละตำบล ก็พูดกันคนละสำเนียง ไม่ค่อยเข้าใจกัน” และว่า “ในทางทฤษฎีภาษาศาสตร์เชื่อว่า ถิ่นต้นตอกำเนิดของภาษาจะเป็นแหล่งที่มีสำเนียงท้องถิ่นแตกต่างกันมากที่สุด เช่น ภาษาอังกฤษในเกาะอังกฤษ มีสำเนียงแตกต่างกันชัด แต่เมื่อไปอยู่ประเทศอเมริกา ภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันกลับเป็นสำเนียงเดียวกัน
จากทฤษฎีนี้ นักภาษาศาสตร์จึงสรุปว่า ดินแดนกวางสีเป็นต้นกำเนิดของภาษาไทย นักวิชาการอื่นๆ ให้น้ำหนักกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์ จึงเชื่อตามว่า “ต้นกำเนิดของชนชาติตระกูลภาษาไทย คือกวางสี”
ถึงกระนั้นก็ตามมีหลายคนสงสัย ถ้าเช่นนั้นคนไทยเคลื่อนย้ายจากกวางสีหรือ? ทองแถม กล่าวว่า “มิอาจด่วนสรุปเช่นนั้น” และเสริมรายละเอียด “กวางสีเป็นดินแดนกำเนิดของภาษาตระกูลภาษาไท-กะ-ได มีการกระจายภาษานี้อย่างกว้างขวางมาก ตั้งแต่เกาะไหหลำ กวางตุ้ง กวางสี กุ้ยโจว หูหนาน เสฉวน และภาคตะวันออกของยูนนาน รวมถึงภาคเหนือของเวียดนาม ลาว ไทย พม่า และรัฐอัสสัมของอินเดีย”
กล่าวเพิ่มเติม “ถิ่นกำเนิดของภาษานั้น เราเห็นว่าน่าจะรวมดินแดนทั้งหมดของกวางสี ปัจจุบันไหหลำ ภาคตะวันตกของกวางตุ้ง ภาคตะวันออกของยูนนาน เวียดนามภาคเหนือ (ประเทศไทย)บรรพชนของคนที่ใช้ภาษาไท-กะ-ได กระจายตัวอย่างกว้างขวางอย่างนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ผู้คนส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายกระจายห่างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งมีหลักฐานว่าวัฒนธรรมยุคสำริดของบรรพชนชาวจ้วงกระจายไปทางทะเลกว้างไกล ถึงเกาะมาดากัสกา
เมื่อมองตำนานต้นกำเนิดของคนไทย ที่เก่าแก่และตรงกันหลายแหล่ง คือตำนานน้ำเต้าปุง เมืองแถงหรือแถน(เดียนเบียนฟู) แต่ชื่อเรียกว่า “ไท หรือ ไต” เป็นชื่อใหม่ เมื่อเทียบกับชื่ออื่นๆ คนเผ่าอื่นที่ภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทยมาก เช่น นุง แปลว่า หนองน้ำ โท้ นั้นเข้าใจว่าเป็นคำเดียวกับคำจีน แปลว่า เนื้อดิน คนพวกนี้ไม่เรียกตนเองว่า “ไท-ไต”
นักกวีไทย-จีน/แปล กล่าวถึงประวัติชาวจ้วง จากการศึกษาพบว่าชนชาติจ้วงเป็นคนพื้นเมืองของกวางสี และกวางตุ้ง ก่อนที่จะถูกกลืนเป็นฮั่น เป็นส่วนประกอบหนึ่งใน “กลุ่มวัฒนธรรมไป่เยวี่ย” ซึ่งเป็นเยวี่ยร้อยจำพวก สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดขณะนี้คือ ชนพื้นเมืองในกวางสี เป็นกลุ่มหนึ่งของ “ไป่เยวี่ย”
เขาอธิบาย “ไป่เยวี่ย” ต้องเข้าใจก่อนว่าคือชื่อ “กลุ่มวัฒนธรรม” ไม่ใช่ชื่อชนชาติ พวกไป่เยวี่ยกระจายตัวกว้างขวางมาก มีตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนปลายลงมาจนถึงเวียดนาม(ตังเกี๋ย) จีนเรียกเหมารวมไปหมดว่า “ไป่เยวี่ย” นอกจากนี้ชนชาติส่วนน้อยทางภาคตะวันออก
เฉียงใต้ของจีนปัจจุบัน เช่น ชนชาติม้ง ชนชาติเย้า ชนชาติเซอ ชนชาติถู่ ชนชาติจิง(เวียด) สืบสายวัฒนธรรมมาจากไป่เยวี่ยทั้งนั้น
พวกไปเยวี่ยสาย “ซีโอว่” และ “ลั่วเยวี่ย” (ลั่ว-คำนี้น่าจะหมายถึง “นก” เรื่องนี้เกี่ยวกับ Totem และการทำนาลุ่ม) คือบรรพชนของชาวจ้วง จึงมีความนิยมเรียกชื่อชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เลิกใช้คำว่า “เยวี่ย” เปลี่ยนมาใช้ “หมาน” เปลี่ยนมาใช้ “เหล่า”(ลาว) เปลี่ยนมาใช้ “ไป๋อี”(เสื้อขาว) จินฉื่อ(ฟันทอง) กระ ทั่งสับสนเรียกเป็น “เย้า” เป็น “ม้ง” อะไรต่างๆ มากมาย เรื่องนี้สร้างความสับสนได้มาก แต่สรุปได้ว่า ชื่อ “เยวี่ย” “หมาน” “เหล่า” เก่าแก่คำว่า ไท-ไต
นักวิชาการศึกษาชนชาติจ้วง ตั้งคำถาม อะไรคือวัฒนธรรมร่วมกันของกลุ่มชนไป่เยวี่ย? ทองแถม ชี้ให้เห็นทางสังคมวัฒนธรรม 1. อยู่อาศัยบนเรือนเสาสูง 2.เชี่ยวชาญทางน้ำและเรือ 3. ตัดผมสั้น(ไม่ไว้ผมรัดเกล้า แล้วใส่หมวกแบบฮั่น) สักร่างกาย 4. วัฒนธรรมทำนาข้าว 5. ในยุคสำริดบูชากลองมโหระทึก 6. นิยมการฝังศพครั้งที่ 2 (ฝังดินแล้วเก็บกระดูกฝังครั้งที่ 2)
ทั้งขยายภาพของกลุ่มชนไปเยวี่ยที่อยู่ใน Mainland Southest Asia พัฒนาวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไป 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มแรก พวกที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชมพูทวีปมาก ค่อนมาทางภาคตะ วันตก รับวัฒนธรรมทางศาสนาจากฮินดูและพุทธ ทั้งมหายานและเถรวาท วัฒนธรรมใหม่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก เป็นต้นว่า ไทยกลุ่มที่รับศาสนาพุทธ
กลุ่มที่สอง พวกที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากฮั่น หรือจีนแท้ ยังนับถือผีสาง เทวดา กลองมโหระทึก พิธี กรรมรับเอาศาสนาเต๋าเข้ามาผสม สองกลุ่มนี้ดูผิวเผินจะแตกต่างกันมาก อย่างที่คนไทยไปพบพี่น้องในกวางสี ในกุ้ยโจว จะงุนงงว่าไม่เห็นเหมือนไทยเลย ซึ่งรากเหง้าวัฒนธรรมดึกดำบรรพ์ก็ยังหลงเหลืออยู่ เพราะก่อนที่พุทธ ฮินดู หรือฮั่น จะแผ่อิทธิพลอย่างมากนั้นชนพื้นเมืองที่นี่มีระบบความเชื่ออยู่แล้ว เพราะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมมั่นคงและแข็งแกร่ง
“เป็นต้นว่า การบูชากลองมโหระทึก ยังรักษาไว้ได้ถึงวันนี้ โดยเฉพาะในไทยและกะเหรี่ยง ความเชี่ยว ชาญทางด้านโลหะ ประเพณีฝังศพครั้งที่ 2 (คนไทยยังนิยมสร้างกู่ เจดีย์ บรรจุอัฐิ)” อย่างไรก็ดีทองแถมได้ทิ้งคำ ถาม “การจะค้นหารากเหง้าวัฒนธรรมไทยเดิม ก่อนรับพุทธและฮินดู เราต้องไปศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มทางตะวันออก เช่น ชาว
-๔-
จ้วงในกวางสี ชาวหลี(ภาษาจีนไหหลำเรียก “โหล่ย” คือ “ดอย” ชาวเขานั่นเอง ในไหหลำ ชาวผู้ใหญ่ในกุ้ยโจวแต่ก่อน จีนเรียกส่วนหนึ่งของชนชาติผู้ใหญ่ว่า “ซา” จะเกี่ยวกับคำว่า “ซำ” “สยาม” หรือไม่น่าศึกษาดู?”
อย่างไรก็ดีความเห็นคุณทองแถม “ชนชาติภาษาจ้วงในกวางสีด้วยกัน มีอยู่ถึง 28 กลุ่ม แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ข้ามตำบลเดียวเท่านั้นก็จับใจความประโยคได้ยากอยู่ แต่ถ้าเป็นคำโดด ๆ ก็เข้าใจความหมายที่สื่อสารกันได้”
ปิดท้ายคำพูดทองแถม “สิ่งที่เรากำลังมองอยู่ ในอดีตเรามีวัฒนธรรมเดิมของเผ่าไท-ลาว-จ้วงมีมาก่อนอินเดียพุทธจะเข้ามา เราไม่ใช่คนป่าเถื่อนไร้อารยธรรมอย่างที่ตะวันตกมอง แต่เรามีระบบความเชื่อมาก่อน ในรูปกลองมโหระทึก ผลิตโลหะ วัฒนธรรมทำนาข้าว”
เนติ โชติช่วงนิธิ / เรียบเรียง
หมายเหตุ บทความนี้ได้มาจากเว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรม เห็นว่ามีความน่าสนใจทั้งนแง่ของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของทั้งสองชนชาติ ประกอบกับผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับชนชาติจ้วงมาบทหนึ่ง จึงอยากนำบทความนี้มาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน
Related posts:
- หลิวซันเจี่ย(刘三姐) – ตำนานเทพแห่งเสียงเพลง ใครที่เคยไปเที่ยวกุ้ยหลิน เมืองแห่งขุนเขา สายน้ำอันวิจิตรดั่งจิตกรรมที่ฟ้าประทาน เชื่อว่าทุกคนที่ได้ไปสัมผัสมาแล้วต่างมีความรู้สึกประทับใจในความงามของมัน และสำหรับรายการท่องเที่ยวในยามค่ำคืนรายการหนึ่งที่วิจิตอลังการไม่แพ้กันคือ รายการเสียง แสง ที่มีฉากหลังเป็นขุนเขาและสายน้ำของแม่น้ำหลีเจียงประกอบกับนักแสดงนับร้อยที่ประกอบด้วยเสียงและแสง ในรายการที่เรียกว่า “ยิ่นเซี่ยง...
- Beih Nongx ไทย-จ้วงคือพี่น้องกัน (泰-壮兄弟一家亲) หลังจากการประชุมทางวิชาการในวันแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายของนักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงอุปรากรจีนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน การประชุมในวันที่สองนั้น ผู้ที่บรรยายส่วนใหญ่จะเป็นบุคลากรทั้งนักวิชากรและผู้ที่อยู่ในแวดวงศิลปะการแสดงจากประเทศจีน นอกจากนักวิชาการชาวสิงคโปร์ที่เดินทางมาสมทบภายหลังอันเนื่องจากติดธุระมาไม่ทันในวันเปิด เช่น Dr. Chua Soo Pong...





































8 Responses to ““จ้วง”กว่างซี ต้นกำเนิดตระกูลภาษาไทย? (广西“壮” – 泰语的发源地?)”
เป็นไปได้ไหมครับว่า คนไทยไม่ได้ลงมาจากกวางสี แต่เป็นการอพยพขึ้นไป
ถ้าเชื่อตามประวัติศาสตร์ สุโขทัย – อยุธยา ดูแล้ววัฒนธรรมค่อนข้างเหมือน
อาณาจักรขอมมากกว่า รวมทั้งสถาปัตยกรรมที่ดูยังไงก็ขอม ถ้าไทยคือจ้วงใน
กวางสี และ มีอารยธรรมมานาน น่าจะมีร่องรอยของความเป็นกวางสีมากกว่าขอม
นะครับ ผมกำลังหมายความว่า อาจเป็นแบบชาวมองโกล ที่มีการกำหนดภาษา
รวมกัน แต่แยกกระจัดกระจายกันอยู่ เช่น คนลาว เขมร พม่า เวียดนาม
แล้วภาษามีวิวัฒนการตามบริบทที่ตนอาศัยอยู่ คือ ชาวไท-ไต ก็อยู่ตรงนี้
มาไม่ได้ไปไหน แต่แยกกันสร้างอาณาจักรตนเอง บางส่วนย้ายขึ้น บางส่วน
ย้ายลง เคยเป็นส่วนเดียวกัน ต่อมาแยกกัน เหมือนทฤษฎี ชาวสุโขทัยแยก
มาจากอาณาจักรขอม ซึ่งผมว่าทฤษฎีนี้ ค่อนข้างมีน้ำหนักครับ
By หัวเฉียว on Apr 29, 2010
ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจครับ แต่ถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์ของจีนนั้น การอพยพขึ้นเหนือนั้น เรียกได้่ว่าน้อยมากๆ มีแต่ลงใต้ เพราะแต่เดิมอาณาจักรที่รุ่งเรืองต่างๆของจีนล้วนอยู่ทางเหนือจนถึงตอนกลางของประเทศหรือที่เรียกกันว่า “ตงง้วน” ทฤษฎีประวัติศาสตร์ไทยที่ว่า เราอพยพมาจากตอนใต้ของจีนนั้นน่าจะถูก แต่ว่ามาจากบริเวณยุนนานอาจไม่ใช่
ส่วนที่ว่าชนชาติจ้วงในกว่างซีกับไทยอาจ (ขอย้ำว่าอาจ เพราะยังไม่มีอะไรที่ยืนยันให้มีน้ำหนักเพียงพอ) เป็นไปได้ เพียงแต่การแยกสายเกิดขึ้นนาน (สันนิษฐานน่าจะสมัยราชวงศ์หยวนหรือก่อนหน้านั้น) ที่ชาวจีนบางส่วนที่ถูกมองโกลรุกรานก็ถอยร่นลงมาทางใต้ หากจะว่าคนไทยใกล้เคียงกับลาว เขมร หรือขอม ก็คงไม่ผิด เพราะสมัยก่อน กลุ่มอาณาจักรเหล่านี้ ในประวัติศาสตร์ตั้งแตสมัยราชวงศ์หยวนบันทึกรวมๆเป็นประเทศ “สยาม” หรือ 暹罗 แต่ประวัติศาสตร์ไทยเพิ่มนับหนึ่งสมัยสุโขทัย นี่คือช่วงเวลาที่ขาดหายไปในการสืบสานรากเหง้าของชนเผ่าไต หรือ ไท ทางวันนี้ยังมีวัฒนธรรม หรือภาษาที่ชาวจ้วงใช้อยู่จะเหมือนกับของไทยโบราณ เพียงแต่ภาษาจ้วงเองก็ถูกกลืนโยภาษาอื่น เช่นภาษากวางตุ้ง ภาษาจีนกลาง
By admin on Apr 30, 2010
เป็นประโยชน์จริงๆ
By ชัยวัฒน์ on May 28, 2010
ชนชาติสยาม น่าจะประกาศว่า เป็นประเทศ สยาม ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5
ไม่ใช่หรือครับ ส่วนที่คุณแอดมิน บอกว่าบันทึกสมัยราชวงค์ หยวน บันทึกเป็น สยาม มันน่าจะขัดแย้งในเรื่องเวลานะครับราชวงค์ หยวน ก่อตั้งโดย
กุปไลข่านแล้วสถาปนาเจงกิสข่านเป็นปฐมกษัตริย์ตรงกับสมัยสุโขทัย
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นสมัยพญามังราย ส่วนชาวเหนือน่าจะเป็นอาณาจักรลานช้างสีบเชื้อสายจากลานช้าน-ล้านนาถึงตรงนี้น่าจะเป็นไปได้ครับเพราะชาวลานช้าง-ล้านนาเป็นชาวไทใหญ่ ศิลปวัฒนธรรมมีส่วนคล้ายชาวจ้วงกวางสีแต่ก็ไม่น่าเรียกตัวเองว่า สยาม นะครับ เท่าที่เคยอ่านบันทึกชาวสุโขทัยแยกตัวมาจากขอมและก่อตั้งเป็นรัฐอิสระขึ้น บางบันทึกกล่าวว่าอาณาจักรขอมก่อตั้งแล้วให้คนท้องถิ่นปกครองกันเองด้วยซ้ำ ผมจึงคิดว่าชาวเหนืออาจสืบทอดสายเลือดจากกวางสีจริง ส่วนชาวสุโขทัยน่าจะเป็นคนสายเลือดขอม-มอญมากกว่า เท่าที่เคยคุยกับคนเหนือพวกเขาก็บอกตนเองเป็นคนละเผ่ากับไทยภาคกลางครับ ถ้าจะมองบริบทในเรื่องนี้ควรแยกเป็นอาณาจักรมากกว่าที่จะมองรวมในบริบทของการเป็นประเทศนะครับ
ปล.ตอนนี้ผมใช้ window vista ลงฟรอนท์จีนไม่ได้ คุณแอดมินมีวิธีลงไหมครับรบกวนความช่วยเหลือหน่อยครับ ขอบคุณครับ
By หัวเฉียว on May 29, 2010
คือ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ในประวัติศาสตร์หยวน (元史)บันทึกเป็น 暹罗 ถ้าเราถือว่าคำนี้หมายถึง สยาม ก็คงไม่ผิด แต่ในประวัติศาสตร์จีนไม่ได้หมายถึงสุโขทัยหรืออโยธยาโดยเฉพาะ เพราะประวัติศาสตร์ไทยถือว่า ชาติไทยเริ่มประวัติศาสตร์หน้าแรกจากสุโขทัย แต่ถ้าศึกษาจากประวัติศาสตร์หยวน คำว่า 暹罗 จะกินวงกว้าง รวมถึงแคว้นเล็กแคว้นน้อยในภูมิภาคนี้ด้วย
ผมกำลังรวบรวมข้อมูลเขียนลงในบล็อกครับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นการถกเถียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่านั้น อย่าถือว่าเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องนะครับ หลังจากที่ลงในบล็อกแล้ว ขอเชิญคุณหัวเฉียวและท่านผู้อ่านช่วยกันวิจารณ์ ข่วยกันระดมความคิดว่า มันเท็จจริงประการใด เพราะว่า ชื่อเมืองที่บันทึกในประวัติศาสตร์หยวนนั้น มีหลายแห่งที่เราต้องตีความ ทั้งจากชื่อเรียกในสำเนียงจีน และทางด้นภูมิศาสตร์
เรื่อง Window Vista ผมเคยลองติดตั้้งใช้งานแล้ว ไม่ชอบเอามากๆ สุดท้ายหันกลับไปใช้ XP เหมือนเดิม ส่วนเครื่องใหม่ตอนนี้ใช้ 7 แทน ก็ใช้ภาษาจีนได้ดีไม่มีปัญหาครับ
By admin on May 29, 2010
ภาษาจีนที่คุณแอดมินเขียนมาผมมองเห็นเป็นสี่เหลี่ยม ช่วงนี้รบกวนใส่ตัวpin yin ให้ผมหน่อยนะครับแล้วจะรีบหาทางลงฟรอนท์จีนเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนกินไป
ทีผมเสนอว่าให้เราวิเคราะห์กันแบบเป็น อาณาจักร ก็เพราะคำว่าประเทศนั้นได้มาจาก การรวมชนเผ่าทั้งหลาย เข้าเป็นหนึ่งเดียวและสถาปนาประเทศขึ้นตามแนวคิดของชาวตะวันตก ในบริบทนี้ ถ้าเราจะเหมารวมว่าชาวไทยใต้ที่พูดภาษามาลายูสืบเชื้อสายมาจากชาวจ้วงด้วยก็คงไม่ถูกใช่ไหมครับ (อันนี้ตัวอย่างนะครับ)ก่อนที่เราจะรวมเป็นประเทศนั้นเราแยกย้ายกันเป็นอาณาจักรมาก่อนถ้าจะวิเคราะห์ในบริบทของประวัติศาสตร์ให้ได้ความชัดเจนที่สุด ผมว่าควรสร้างการเชื่อมโยงในความเป็นอาณาจักรเข้าก่อนแล้วค่อยเสนอภาพรวมในแบบประเทศน่าจะดีกว่านะครับ(น่าจะนะ)
การที่ประวัติศาสตร์ หยวน กล่าวถึงสยามครอบคลุมอาณาจักรบริเวณใกล้เคียงหมด สาเหตุน่าจะมาจากราชวงค์สุโขทัยขณะนั้นมีความเข้มแข็ง มีความสามารถรวมแว่นแคว้น หรือเป็นผู้นำได้(เป็นศูนย์กลางอำนาจในแถบบริเวณนี้)โดยเฉพาะสมัยนั้นยังไม่มีการปักปันแบ่งเขตแดนที่ชัดเจน และที่สำคัญน่าจะยังไม่มีการประดิษฐ์ คำว่า สยาม ใช้นะครับ(ถ้าจะมีน่านะใช้ในความหมายอื่น)คำว่า สยาม น่าจะถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ในสถานการณ์ ร่วมสมัยมากกว่า เช่น ใช้แทนคำว่า เสียม ที่ชาวขอมเรียกไท
By หัวเฉียว on May 29, 2010
ที่เห็นเ็ป็นสี่เหลี่ยมคือ xian2 luo2 หรือเสียมครับ สำหรับวิธีการติดตังภาษาจีนลองเข้าไปดูในเว็บบอร์ด http://www.thaichinese.net/tcforum ในห้องศึกษาภาษาจีนน่าจะได้คำตอบครับ
By admin on May 29, 2010
ขอบคุณ คุณแอดมิน แล้วจะรออ่านบทความครับ
By หัวเฉียว on May 29, 2010